Final-Fantasy-XIII

 

Square Enix ร่วมกับ Louis Vuitton แต่งบทสัมภาษณ์ไลท์นิ่งกับการมาเป็นพรีเซนเตอร์ครั้งแรกให้กับ Louis Vuitton (อาการหนักมาก)
 
ก่อนหน้านี้คุณนิโคลัส เจสคีร์ (Nicolas Ghesquiere ) ผู้เป็น Artistic Director ของ Louis Vuitton ได้เคยออกมาอธิบายผ่านแฟมิซือแล้วว่าไลท์นิ่งเป็นสัญลักษณ์ของฮีโร่หญิงผู้โด่งดังในโลกที่ Social Network และ Communication ได้ถักทอเข้าสู่ชีวิตจริงของพวกเราอย่างเนียนกริ๊บ
 
บัดนี้ทางต้นสังกัดทั้งสองยังอุตส่าห์ไปแต่งเรื่อง ทำเหมือนไลท์นิ่งเป็นคนจริง ๆ ว่า Square Enix ได้อนุญาตให้ไลท์นิ่งมาเป็นนางแบบให้ Louis Vuitton และไลท์นิ่งก็ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงงานครั้งนี้ โดย Louis Vuitton ก็นำบทสัมภาษณ์มาส่งต่อให้กับทางสื่อ Telegraph เพื่อเผยแพร่ต่อไป เนื้อหาการสัมภาษณ์มีดังนี้
 
Q : นี่เป็นแคมเปญแรกของคุณรึเปล่า? รู้สึกยังไงบ้างกับการได้เป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวนางแบบแฟชั่น เคีนงข้างกับ Jennifer Connelly, Michelle Williams และ Alicia Vikander?
 
L : พวกเขาอยู่ในโลกที่แตกต่างไปอย่างสิ้นเชิง ในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวนี้ ฉันยังต้องเรียนรู้อีกเพื่อจะไล่ตามเหล่าสตรีผู้เจิดจ้า ซึ่งอยู่ห่างจากฉันหลายปีแสง (เยินยอว่านางแบบเหล่านั้นยังเหนือกว่าเธอหลายปีแสง)
 
ฉันหวังว่าสักวันหนึ่ง เราจะได้มาอยู่บนเวทีเดียวกัน โลกที่แตกต่างกันนั้นจะหลอมรวมกัน ใครจะไปรู้ได้ล่ะ? นั่นก็เป็นความทะเยอทะยานของฉัน (โลกที่แตกต่างในบริบทนี้มี 2 ความ หนึ่งคือเปรียบเปรยว่านางแบบเหล่านั้นเก่งกว่าเธอราวกับอยู่คนละโลก และสองคือหมายถึงเรื่องที่เธอมาจากอีกโลกหนึ่ง)
 
โชคดีที่ฉันไม่ใช่คนที่จะยอมแพ้ หนึ่งในจุดแข็งของฉันคือ "ประสบการณ์" ฉันไม่ใช่คนที่ไม่คุ้นเคยกับการก้าวข้ามความท้าทายและทำสิ่งที่ตั้งใจไว้ให้สำเร็จ ฉันสามารถเผชิญกับบททดสอบใด ๆ ก็ได้ตราบเท่าที่ฉันยังระลึกว่า
 
"ไม่เกี่ยวหรอกว่าทำได้หรือไม่ได้ แต่มันเป็นเรื่องที่ต้องทำ" (ประโยคเดียวกับที่เธอพูดกับโฮปใน FFXIII)
 
Q : คุณคิดยังไงกับ Vision และ Collection ของคุณนิโคลัส? คุณพบตัวเองอยู่ในงานสร้างสรรค์ของเขารึเปล่า? (หมายถึงเจ้ากระเป๋านี้มันช่วยสะท้อนตัวตนที่แท้จริงของตนเองรึเปล่า)
 
L : แม้สไตล์ของเขาจะเป็นเรื่องใหม่สำหรับฉัน แต่วินาทีที่ฉันทอดสายตาลงบน Collection ของเขา ราวกับว่าฉันถูกสายฟ้าฟาดเข้าใส่ (ล้อมุกในนิยายหลังจบเกม เรื่องที่ตอนแอเด้เจอไลท์นิ่งแล้วรู้สึกเหมือนโดนสายฟ้าฟาดลงกลางกบาล) ฉันก็รู้ว่าด้วยสิ่งนี้ ผู้คนจะเปลี่ยนไป ฉันจะเปลี่ยนไป (ล้อบทพูดตอนปราบบูนิเบลเซ่)
 
แล้วฉันก็คิดถูก Collection ของเขาช่วยเติมความเยือกเย็นและความภาคภูมิใจให้กับฉัน ตลอดเวลาที่ผ่านมา ฉันคิดว่าสไตล์เดียวที่เหมาะกับฉันคือแบบที่สะท้อนความแข็งแกร่งและเข้มแข็งของฉัน (นั่นคงไม่ใช่กระเป๋าแฟชั่นแน่ ๆ เจ๊) แต่ฉันคิดผิด เขาได้เปลี่ยนภาพที่ฉันเห็นตัวเอง บางทีท้ายที่สุดฉันก็ได้เรียนรู้ว่าตัวตนที่แท้จริงของฉันเป็นอย่างไร
 
Q : รู้สึกยังไงที่ได้เป็นทูตให้กับ Louis Vuitton?
 
L : สำหรับฉันแล้ว ที่ผ่านมาเสื้อผ้าก็เป็นเพียงเกราะที่ช่วยประทังให้มีชีวิตอยู่เท่านั้น "การแต่งตัว" เป็นเรื่องที่ไม่เคยอยู่ในหัวฉันเลย บางทีฉันคงไม่เหมาะที่จะเป็นทูตให้ แต่ประสบการณ์นี้ได้ช่วยเปิดหูเปิดตาให้ฉัน แฟชั่นไม่ใช่เรื่องที่จะสอนหรือถ่ายทอดให้กันได้ แต่มันออกมาจากรสนิยมส่วนตัว เลือกด้วยตนเอง มันช่วยแสดงให้คนรอบข้างได้เห็นว่าเนื้อแท้ของคุณเป็นเช่นไร
 
มันทำให้ฉันเร้าใจ ความรู้สึกเดียวกับเวลาท่องไปยังดินแดนที่ไม่รู้จัก (เจ๊กำลังนึกถึงตอนไปแกรนพัลส์ครั้งแรก) มันเป็นความเร้าใจที่ฉันที่เคยผ่านอันตรายมามากยังไม่เคยพบมาก่อน Louis Vuttion จึงเป็นการเดินทางครั้งใหม่ - แฟนตาซีใหม่ - ที่ฉันจะเพลิดเพลินไปกับมันจากก้นบึ้งของหัวใจ
 
Q : แล้วโปรเจคท์ถัดจากนี้ของคุณคือ?
 
L : หลังจากการเดินทางอันแสนยาวนาน (หลังจากปราบบูนิเบลเซ่) ตอนนี้ฉันก็เพลา ๆ ลง วันคืนของฉันเปี่ยมด้วยสันติสุข นี่คือสิ่งที่ฉันใฝ่ฝันมาตลอด หวังว่าวันคืนเหล่านี้จะคงอยู่อีกยาวนาน
 
แต่ฉันก็เป็นคนที่เฝ้าผลักดันตัวเอง ทำตัวเองให้ดีขึ้น บางครั้งฉันก็มีแรงกระตุ้นให้กลับไปเสี่ยงชีวิตและทดสอบขีดจำกัดของตนเองอีกครั้ง (เกมใหม่?)
 
สักวันหนึ่ง ในอนาคตอีกไม่ไกล ฉันจะก้าวออกไปอีกครั้ง สู่โลกแห่งการต่อสู้ (World of Strife) แต่ฉันจะไม่ใช่คนเดิมกับที่เป็น ฉันจะกลับไปยังจุดกำเนิดของตนเอง (Origin) ดั่งวงแหวนโมบิอุส (Mobius Strip) แต่จะเป็นฉันคนใหม่ ที่พัฒนาขึ้น


ฉันเฝ้ารอวันที่เราจะได้พบกันอีกครั้ง

http://www.telegraph.co.uk/fashion/people/final-fantasy-character-lightning-on-starring-in-louis-vuitton-c/

 

 
จากที่วันก่อน คุณเจนจิราได้สอบถามเข้ามาว่าทำไม Louis Vuitton ถึงเลือกไลท์นิ่งเป็นพรีเซนเตอร์ให้กับผลิตภัณฑ์ของ Lous Vuitton ในชุด Spring-Summer Collection (Series 4) ซึ่งจะเริ่มโปรโมตตั้งแต่มกราคม 2016 เป็นต้นไป? โดยผมก็ตอบไปด้วยความมั่นใจว่า ไม่รู้ เพราะยังไม่เห็นคอมเมนต์เรื่องนี้จากทีมงานไม่ว่าฝั่ง Square Enix หรือ Louis Vuitton ก็ตาม
 
ทว่าวันนี้ทางเว็บไซต์แฟมิซือได้ลงข่าวเรื่องนี้ พร้อมนำเสนอคอมเมนต์จากทีมงานทั้งสองฝั่ง ซึ่งจะช่วยไขข้อข้องใจเรื่องดังกล่าวไว้เรียบร้อยแล้ว ดังนี้
 
อย่างแรก ทางด้านคุณ นิโคลัส เจสคีร์ (Nicolas Ghesquiere ) ผู้เป็น Artistic Director ของ Louis Vuitton ได้อธิบายไว้ว่าคอลเลคชั่นล่าสุดนี้ ต้องการนำเสนอความงามเสมือนจริงจากวีดีโอเกม โดยใช้ภาพลักษณ์ของผู้หญิง ซึ่งก็ตั้งใจจะพรีเซนต์ผู้หญิงที่มีไอค่อนโดดเด่นในเรื่องของความกล้าหาญ
 
ไลท์นิ่งเองก็เป็นสาวมั่นที่เป็นที่รู้จักกันทั่วโลก ในโลกซึ่งชีวิตจริงและ Social Network และ Communication ต่าง ๆ เชื่อมต่อกันแบบไร้รอยต่อ จึงเป็นตัวละครที่เหมาะสมที่สุด นอกจากนี้เธอยังเป็นสัญลักษณ์ของ Pictorial Process แบบใหม่ เป็นกราฟฟิกที่อยู่เหนือการถ่ายภาพและการดีไซน์แบบเดิม ๆ ไลท์นิ่งจึงเป็นผู้บุกเบิกไปสู่การพรีเซนต์ของยุคใหม่
 
ส่วนทางด้านคุณเท็ตสึยะ โนมุระ ซึ่งเป็นผู้ออกแบบตัวละครไลท์นิ่งขึ้นมาแต่แรก บอกว่าท่าโพสและแอ็คชั่นทั้งหมดในคอลเลคชั่นนี้ ออกแบบโดยฝั่ง Louis Vuitton เอง และให้ทาง Square Enix เป็นผู้ทำ CGI ให้ ซึ่งภายในระยะเวลาอันสั้น ทีมงาน Visual Works (ทีมทำ CGI ของค่าย) ก็ทำออกมาได้ดี นี่ก็ไม่ใช่เกมแท้ ๆ แต่ไลท์นิ่งก็งานเข้าอีกครั้ง ได้ไปเป็นแคแรคเตอร์ให้กับแบรนด์ระดับโลก เขาจึงรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่ง
 
หวังว่าจากข่าวนี้ คุณเจนจิรา น่าจะได้คำตอบที่เคลียร์แล้วนะครับ
 
 
 
 
Louis Vuitton ร่วมกับทีม Visual Works ของ Square Enix ร่วมกันจัดทำคลิปโฆษณาสินค้าซีรีส์ 4 ขึ้นมา โดยใช้พรีเซนเตอร์เป็น ไลท์นิ่ง
 
อนึ่ง... เมื่อปี 2012 ก๊วนเพื่อนเจ๊เคยไปเป็นพรีเซนเตอร์ให้ Prada มาแล้ว นี่จึงถือเป็นงานพรีเซนเตอร์ครั้งที่ 2 ของเจ๊เลยทีเดียว
 

ไทม์ไลน์ของเกม Final Fantasy XIII ดังที่ปรากฏอยู่ด้านล่างนี้ เป็นไทม์ไลน์ที่ผมเขียนขึ้นตามความเข้าใจของผมเอง เนื้อหาทั้งหมดมาจากการเอาเรื่องราวจากบทสนทนาและบันทึกภายในเกมมาปะติดปะต่อเข้าด้วยกัน จนได้ออกมาเป็นลำดับขั้นที่สมบูรณ์อย่างที่เห็น เนื่องจากบทความนี้ (น่าจะ) เป็นไทม์ไลน์แรกที่ผมเรียบเรียงขึ้นมาด้วยตัวคนเดียว มิได้แปลมาจากไทม์ไลน์ของกูรูท่านไหนเหมือนไทม์ไลน์ก่อนๆ เนื้อหาทั้งหมดจึงเป็นการตีความตามความคิดของผมคนเดียว เราจึงไม่อาจเรียกบทความด้านล่างนี้ว่าเป็นข้อเท็จจริงได้ แท้จริงแล้วมันเป็นเพียงแค่ทฤษฎีที่อาจเปลี่ยนแปลงได้ หากมีข้อมูลใหม่ๆ หลักฐานใหม่ๆ ปรากฏขึ้นในอนาคต จึงหมายเหตุไว้ให้ทราบโดยทั่วกัน

- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -

นานแสนนานมาแล้ว

+ ในจักรวาลอันยิ่งใหญ่นี้ ได้แบ่งออกเป็นโลกของสิ่งมีชีวิต และโลกหลังความตายที่มองไม่เห็น ณ ช่วงหนึ่งของกาลเวลา บูนิเบลเซ่ (Bhunivelze) สิ่งมีชีวิตที่มีอิทธิฤทธิ์สูงสุดในจักรวาล ได้สังหารมูอิน (Mwynn) มารดาของตนเอง และขึ้นเป็นผู้ปกครองและงำจักรวาลนี้แต่เพียงผู้ใด

+ บูนิเบลเซ่นั้น ตระหนักถึงขีดจำกัดในชีวิตของตนเอง เขาทราบว่าวันหนึ่งตนเองจะต้องตาย และเข้าใจผิดไปว่าความตายนั้น เป็นคำสาปจากมูอินที่บัดนี้สถิตอยู่ในโลกที่มองไม่เห็น บูนิเบลเซ่เชื่อว่าหากทำให้มูอินดับสูญไปได้ เขาก็จะหลุดพ้นจากคำสาปดังกล่าว ฉะนั้น บูนิเบลเซ่จึงแสวงหาหนทางนั้น

+ เพื่อจะกำจัดมูอินให้ดับสูญไป บูนิเบลเซ่จึงได้สร้างเทพจักรกลที่เรียกว่าฟัลซิ (Fal'Cie) ขึ้นมาเป็นลูกสมุนของตนเอง เขาเริ่มต้นจากการสร้างฟัลซิพัลส์ (Pulse) แล้วมอบพลังและหน้าที่ในการเดินทางไปทั่วจักรวาลเพื่อแสวงหาประตูสู่โลกที่มองไม่เห็น ถัดมาบูนิเบลเซ่ก็สร้างฟัลซิเอโทร (Etro) ซึ่งพอสร้างออกมาแล้วโอโทรดันบังเอิญมีใบหน้าเหมือนมูอิน ด้วยความหวาดกลัว บูนิเบลเซ่จึงไม่มอบพลังและหน้าที่อะไรให้ สุดท้ายบูนิเบลเซ่ก็สร้างฟัลซิลินด์เซย์ (Lindzei) แล้วมอบพลังและหน้าที่ในการปกป้องตนเอง กับหน้าที่ในการเป็นผู้มาแจ้งบูนิเบลเซ่เมื่อประตูสู่โลกที่มองไม่เห็นถูกเปิดออกให้

+ หลังมอบหมายหน้าที่ให้พัลส์และลินด์เซย์เสร็จแล้ว บูนิเบลเซ่ก็เข้าสู่การหลับใหลในสภาพคริสตัล และจะตื่นขึ้นเมื่อประตูสู่โลกที่มองไม่เห็นถูกเปิดออกเท่านั้น

+ ด้านเอโทรที่ถูกทอดทิ้ง ไม่มีพลังและเป้าหมาย จึงปลิดชีพตัวเองและเข้าสู่โลกที่มองไม่เห็น ณ ที่แห่งนั้น เอโทรได้พบกับมูอินที่กำลังจะดับสูญไป มูอินได้ฝากฝังให้เอโทรช่วยดูแลสมดุลระหว่างโลกของสิ่งมีชีวิตและโลกที่มองไม่เห็นต่อไป นับแต่นั้นมา เอโทรจึงสถิตอยู่ในโลกที่มองไม่เห็น คอยนำทางดวงวิญญาณของผู้ตายไปสู่การชำระล้างและกำเนิดใหม่

+ ด้านลินด์เซย์ ได้ใช้เลือดของเอโทรผู้ล่วงลับ สร้างเป็นมนุษย์ขึ้นมา ด้วยความหวังว่าเมื่อมนุษย์ตายไปแล้ว ก็จะกลับไปหาเอโทรที่อยู่ในโลกที่มองไม่เห็น ดวงวิญญาณของมนุษย์นั้นจะเป็นผู้นำทางไปยังโลกดังกล่าวเอง

+ ด้านพัลส์และลินด์เซย์ ได้ร่วมมือกันเดินทางไปยังดวงดาวต่าง ๆ ทั่วจักรวาล ทำทุกวิถีทางเพื่อแสวงหาและเปิดประตูสู่โลกที่มองไม่เห็น จนกระทั่งพวกเขาได้มาถึงโลกมนุษย์ ในภายหลัง ทั้งสองถูกมนุษย์เรียกขานร่วมกันว่า The Maker ในฐานะผู้ที่สร้างสิ่งต่าง ๆ ขึ้นมามากมาย

+ พัลส์ ได้สร้างฟัลซิขึ้นมาดูแลโลก โดยสร้างฟัลซิจากชิ้นส่วนร่างกายของพัลส์เอง ฟัลซิจึงมีพลังมากและเป็นอมตะ ส่วนลินด์เซย์ สร้างมนุษย์ขึ้นจากเลือดของเอโทร มนุษย์จึงมีพลังน้อยนิดแต่สามารถพัฒนาตัวเองได้อย่างไร้ขีดจำกัด เมื่อมนุษย์ตายไปแล้ว วิญญาณของพวกเขาจะกลับไปหาเอโทร ณ โลกที่มองไม่เห็น แล้วเอโทรจะทำการชำระล้างและนำทางให้มาเกิดใหม่อีกครั้ง

+ พัลส์ได้มอบหมายให้ฟัลซิทุกตนร่วมมือกันนำพาโลกนี้สู่ความอุดมสมบูรณ์ โดยกำหนดให้ฟัลซิแต่ละตนทำหน้าที่แตกต่างกันไป ฟัลซิบางตนมีหน้าที่ดูแลทรัพยากร บางตนดูแลระบบ บางคนบริหารปกครอง ฟัลซิจึงได้รับพลังอันมหาศาลมาเพื่อการนั้น และยังสามารถสาปมนุษย์ให้กลายเป็นลูซิ (L'Cie) การสาปนั้นเป็นการเพิ่มพลังให้มนุษย์ เพื่อที่มนุษย์จะเข้ามาช่วยฟัลซิดูแลโลกให้สมบูรณ์ได้ มนุษย์ที่ช่วยฟัลซิทำภารกิจได้สำเร็จจะได้รับสภาพคริสตัลเป็นการตอบแทน ส่วนใครที่ขัดขืนไม่ทำภารกิจให้สำเร็จภายในเวลาจะกลายเป็นซีธ (Cie'th) ซากศพเดินได้ที่ไร้จิตใจ อย่างไรก็ตามแม้ว่าฟัลซิจะมีพลังมหาศาล แต่พวกเขากลับไม่สามารถทำเรื่องที่อยู่นอกคำสั่งที่ได้รับมาได้ ตรงข้ามกับมนุษย์ที่มีอิสระจะทำการใดๆ ก็ได้

+ โลกที่เกิดขึ้นมาเลิศเลอน่าอยู่ ฟัลซิและมนุษย์ต่างก็รักพัลส์มาก ฟัลซิทำงานอย่างหนักเพื่อตอบแทนบุญคุณของพัลส์ ขณะที่มนุษย์ก็สรรเสริญพัลส์มาก จึงตั้งชื่อโลกที่พวกเขาอาศัยอยู่ว่าแกรนพัลส์ (Gran Pulse) เพื่อสดุดีต่อพัลส์ผู้เป็นดั่งพระเจ้าของพวกเขา

+ เหล่าฟัลซิช่วยกันสร้างสถานที่ๆ เรียกว่าอาร์ค (Ark) ขึ้นมาหลายแห่ง และซุกซ่อนไว้ทั่วแกรนพัลส์ พวกเขาใช้มันเก็บตุนชีวอาวุธจำนวนมาก โดยอาวุธเหล่านั้นก็มีทั้งเครื่องจักรที่มีชีวิต และมีทั้งสิ่งมีชีวิตปกติที่ถูกผนึกไว้ ด้วยความตั้งใจว่ายามใดที่ภยันตรายอันไกลโพ้นได้เข้าคุกคามดาวดวงนี้ ฟัลซิจะได้ปลุกเอาชีวอาวุธของพวกเขาขึ้นมารับมือกับภัยนั้นได้ ในยามที่ไม่มีภัยคุกคาม ฟัลซิก็ส่งลูซิเข้าไปฝึกฝนตนเองในอาร์ค เพื่อที่ลูซิจะได้มีฝีมือฉกาจขึ้นในเร็ววัน

+ แต่แล้ววันหนึ่งที่โลกได้ถูกฟูมฟักถึงขีดสุด พัลส์ ได้เดินทางออกจากแกรนพัลส์ไปอย่างลึกลับ โดยไม่กลับมาเยี่ยมเยียนอีกเลย การจากไปของพวกเขานั้นเป็นเรื่องที่กะทันหันเกินไปสำหรับฟัลซิและมนุษย์ อีกทั้งยังไม่มีแม้แต่คำล่ำลาให้แม้แต่ซักประโยค ทำให้ฟัลซิและมนุษย์เสียใจ รู้สึกราวกับว่าพวกตนถูกกำพร้าจากพระเจ้าที่เคารพรัก

+ เมื่อพัลส์จากไปแล้ว ในโลกที่ไร้ซึ่งผู้ปกครอง สิ่งมีชีวิตต่าง ๆ ล้วนแตกความสามัคคีกัน มนุษย์เข้าห้ำหั่นทำสงครามระหว่างกันเอง แล้วยังไปขอพลังจากฟัลซิให้ช่วยเข้าข้างพวกพ้องของตน สถานะระหว่างฟัลซิและมนุษย์ จึงแปรเปลี่ยนจากพี่กับน้องเป็นเทพกับไพร่

+ หลังจากนั้น ลินด์เซย์ ก็ได้ปรากฏตัวขึ้นมา นางปรารถนาถึงความพินาศของโลก นางปรารถนาถึงความขัดแย้งระหว่างสิ่งมีชีวิต หากโลกพินาศและสิ่งมีชีวิตล้มตายพร้อมกันไปเป็นจำนวนมหาศาล คลื่นวิญญาณขนาดมหึมาก็จะพุ่งทะลวงผ่านประตู่สู่โลกที่มองไม่เห็นเพื่อกลับไปหาเอโทร และนั่นอาจทำให้ประตูสู่โลกที่มองไม่เห็นเปิดอ้าออก นั่นคือจุดหมายที่พัลส์และลินด์เซย์ร่วมกันวางแผนเอาไว้ ว่าแล้วนางก็แย่งชิงผืนดินของแกรนพัลส์ นำไปสร้างเป็นดวงดาวที่มีแต่เปลือก ซึ่งนางเรียกว่าโคคูน (Cocoon) นางสร้างฟัลซิของนางขึ้นมาดูแลโคคูน เช่นเดียวกับฟัลซิของพัลส์ที่ถูกสร้างขึ้นมาดูแลแกรนพัลส์ และนางยังได้ย้ายเอาอาร์คที่ถูกซุกซ่อนอยู่ตามจุดต่างๆ ในแกรนพัลส์ขึ้นมาไว้บนโคคูนแทน เพื่อที่เหล่าฟัลซิของแกรนพัลส์จะได้ใช้มันทำร้ายนางและโคคูนไม่ได้

หมายเหตุ : ทั้งฟัลซิที่พัลส์สร้าง และฟัลซิที่ลินด์เซย์สร้าง ต่างไม่รู้ถึงจุดหมายสูงสุดของทั้งสอง พวกมันถูกใช้เป็นเครื่องมือเท่านั้น

+ ต่อมา ลินด์เซย์ก็ชักชวนมนุษย์จากแกรนพัลส์ขึ้นไปอยู่บนโคคูน โดยอ้างว่าที่แห่งนั้นเป็นวิมานสวรรค์ที่มีแต่ความสะดวกสบาย มีข้าวปลาอาหารทุกอย่างพร้อม มนุษย์ส่วนหนึ่งก็หลงเชื่อและเดินทางขึ้นไปบนโคคูน พวกเขาได้รับการดูแลจากฟัลซิในนั้นเป็นอย่างดี ราวกับสัตว์เลี้ยงที่ได้รับการดูแลจากเจ้านาย

+ ลินด์เซย์ มอบหมายให้ฟัลซิบาร์ธานเดลุส (Barthandelus) ดำรงตำแหน่งราชันย์แห่งฟัลซิของโคคูน และมอบหมายหน้าที่ให้เป็นผู้ปกครองทุกชีวิตในโคคูนสืบทอดเจตนารมณ์ของนางต่อไป นางให้บาร์ธานเดลุสค่อย ๆ ทำให้มนุษย์บนโคคูนเชื่อว่าพัลส์คือดินแดนแห่งความโหดร้าย มีอสูรกายที่จ้องจะทำลายโคคูนอาศัยอยู่ นอกจากนี้ยังให้บาร์ธานเดลุสไปแย่งชิงทรัพยากร พืชผล แร่ธาตุ จากแกรนพัลส์ขึ้นมาแจกจ่ายให้มนุษย์บนโคคูน และยังแย่งชิงสิ่งปลูกสร้างต่างๆ ขึ้นมาใช้เป็นวัตถุดิบในการก่อสร้างเมืองที่เต็มไปด้วยเทคโนโลยีแห่งอนาคตขึ้น นานวันเข้าความเป็นอยู่อันสะดวกสบายนี้ก็ทำให้มนุษย์ไม่อยากออกไปจากโคคูน และหลงเชื่อในคำพูดทั้งหมดที่ฟัลซิที่เลี้ยงดูพวกตนเป็นอย่างดี

+ ขณะที่มนุษย์บนโคคูนอยู่กันอย่างสะดวกสบาย มีข้าวกินทั้งที่ไม่ได้ปลูก มนุษย์บนแกรนพัลส์กลับต้องแร้นแค้น ปลูกข้าวแล้วไม่ได้กิน แถมบ้านเมืองยังถูกทำลายเอาๆ ทำให้ฟัลซิและมนุษย์บนแกรนพัลส์เกลียดชังทุกสิ่งทุกอย่างในโคคูนมากขึ้นเรื่อยๆ และเกิดการบอกต่อกันว่าโคคูนคือรังแห่งอสรพิษร้าย ที่พร้อมจะทำลายแกรนพัลส์อยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน

+ เมื่อเสี้ยมให้มนุษย์เกลียดชังกันเองเสร็จแล้ว คาดหมายได้ว่าสักวันจุดจบของมวลมนุษย์จะมาถึง ลินด์เซย์ที่วางหมากไว้พร้อมก็เดินทางออกจากโลกนี้ไป

+ นานวันเข้าความขัดแย้งระหว่างโคคูนและแกรนพัลส์ก็ยิ่งทวีความรุนแรงขึ้น แกรนพัลส์เองก็เสื่อมโทรมลงทุกวัน ในโลกที่ไม่มีพัลส์อีกต่อไปแล้ว ฟัลซิของแกรนพัลส์ก็ปราศจากกำลังใจที่จะดูแลโลกต่อไป พวกเขาเริ่มปรารถนาที่จะให้พัลส์กลับมานำความรุ่งเรืองคืนสู่โลกนี้อีกครั้ง ขณะเดียวกัน ฟัลซิบาร์ธานเดลุส ก็สิ้นหวังกับความขัดแย้งที่เกิดขึ้น เขาเหนื่อยหน่ายกับความขัดแย้งระหว่างมนุษย์กับมนุษย์ มนุษย์กับปิศาจ โคคูนกับแกรนพัลส์ และคิดว่าหนทางเดียวที่จะยุติความขัดแย้งนี้ ก็คือการเรียกลินด์เซย์กลับมา

+ ฟัลซิทั้งปวงต่างเชื่อว่า The Maker ของตนเอง ทั้งพัลส์และลินด์เซย์จะสามารถสร้างโลกที่ดีขึ้นมาใหม่ได้ พวกมันต่างเข้าใจผิดว่าบัดนี้เหล่าผู้สร้างตนสถิตอยู่ในโลกที่มองไม่เห็น (โดนหลอก) ฟัลซิของพัลส์จึงเดินทางไปทั่วโลกเพื่อหาทางเปิดประตูสู่โลกที่มองไม่เห็น (เป็นไปตามความต้องการของพัลส์) ฟัลซิของลินด์เซย์ก็ตามหาสิ่งเดียวกัน (ตามแผนของลินด์เซย์)

+ ฟัลซิบาร์ธานเดลุส คิดจะช่วยเสี้ยมให้ความเกลียดชังระหว่างโคคูนและพัลส์ทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ เพื่อที่เมื่อถึงจุดหนึ่งแล้ว ฟัลซิของแกรนพัลส์จะทนไม่ไหว จนต้องส่งสัตว์อสูรแร็คนาร็อค (Ragnarok) มาทำลายโคคูน ซึ่งถ้าเป็นเช่นนั้นมนุษย์ทั้งหมดที่อาศัยอยู่ในโคคูนจะตายไปพร้อมกัน หนำซ้ำโคคูนที่ตกสู่แกรนพัลส์จะทำให้มนุษย์บนแกรนพัลส์ตายอีกเป็นจำนวนมาก เมื่อเป็นเช่นนั้น คลื่นวิญญาณมหาศาลก็จะทะลักผ่านไปยังโลกที่มองไม่เห็น แล้วลินด์เซย์ที่อยู่ในนั้นก็จะแปลกใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นและกลับมาสร้าง ดูแลโลกให้กลับมางดงามอีกครั้ง นั่นคือสิ่งที่บาร์ธานเดลุสเข้าใจ "ผิด" เพราะแท้จริงแล้วลินด์เซย์ไม่ได้อยู่ในโลกที่มองไม่เห็น บาร์ธานเดลุสโดนลินด์เซย์หลอกให้เข้าใจผิดมาตลอด เพื่อที่บาร์ธานเดลุสจะได้เปิดประตูสู่โลกที่มองไม่เห็น อันเป็นจุดหมายของลินด์เซย์ให้

ประมาณ 600 ปีก่อน

+ ปัญหาระหว่างแกรนพัลส์และโคคูนทวีความรุนแรงขึ้นจนถึงจุดแตกหัก ฟัลซิฝ่ายพัลส์ที่มีชื่อว่าอนิม่า (Anima) จึงสาปให้หญิงสาว 2 คนจากหมู่บ้านเอลบา (Oerba) ให้กลายเป็นลูซิ และมอบหน้าที่ให้ทั้งคู่ร่วมกันแปลงร่างเป็นสัตว์อสูรแร็คนาร็อคแล้วไปทำลายโคคูน ประการหนึ่งคือเพื่อทำลายศัตรูที่เป็นเสี้ยนหนามของแกรนพัลส์มาช้านาน ประการสองคือเพื่อทำให้วิญญาณของมนุษย์จำนวนมากทะลักผ่านประตูสู่โลกที่มองไม่เห็น เผื่อว่าพัลส์ซึ่งเป็น The Maker ของพวกเขาจะกลับมาดูแลโลกอีกครั้ง (แน่นอนว่าพวกมันเข้าใจผิด พัลส์ไม่ได้อยู่ในโลกที่มองไม่เห็น) 

+ หญิงสาว 2 คนที่ถูกสาปนั้นมีชื่อว่าแฟงก์ (Fang) และวานิล (Vanille) ด้วยความที่แฟงก์ไม่อยากให้วานิลต้องทุกข์ร้อนด้วย แฟงก์จึงตัดสินใจแปลงร่างเป็นสัตว์อสูรแร็คนาร็อคและบินไปจู่โจมโคคูนเพียงคนเดียว แต่แล้วขณะที่แฟงก์ทำลายเปลือกดาวโคคูนได้ส่วนหนึ่ง เอโทรที่จับตาดูเหตุการณ์มาตลอดจากโลกที่มองไม่เห็นก็รู้สึกเวทนาที่ทุกอย่างดำเนินไปตามแผนที่ลินด์เซย์วางไว้แต่แรก ด้วยความที่เอโทรไม่อยากเห็นความพินาศของมนุษย์ เธอจึงริบพลังพลังแร็คนาร็อคไป แล้วทำให้ลูซิทั้ง 2 กลายสภาพเป็นคริสตัล พร้อมซ่อนตัวทั้งคู่ไว้ภายในวิหารของฟัลซิอนิม่า

+ เอโทรกล่าวกับทุกฝ่ายว่ายามใดที่ลูซิทั้ง 2 นั้นตื่นขึ้น ตอนนั้นแร็คนาร็อคจะกลับมาสยายปีกของมันและทำลายโคคูนให้เอง ด้วยความที่ว่าคำพูดของเอโทรนั้นเป็นที่เชื่อถือของทุกฝ่าย ฟัลซิของพัลส์จึงล้มเลิกความคิดที่จะสาปลูซิคนใหม่มาทำลายโคคูน เพราะพวกเขาเชื่อว่าเมื่อเวลาอันควรได้มาถึง โคคูนก็จะถูกทำลายลงเอง

+ ทางด้านฟัลซิบาร์ธานเดลุส ก็ร่ายมนต์เคลื่อนย้ายวิหารของอนิม่าที่อยู่ในแกรนพัลส์ ขึ้นมาตั้งอยู่บนเมืองโบดัม (Bodhum) ของดาวโคคูนแทน เพื่อที่เขาจะได้จับตาดูลูซิทั้ง 2 ได้ง่ายๆ นอกจากนี้เขายังเคลื่อนย้ายสิ่งปลูกสร้างมากมายจากในแกรนพัลส์ขึ้นมาบนโคคูน เพื่อใช้สิ่งปลูกสร้างนั้นเป็นวัตถุดิบในการซ่อมแซมพื้นที่บางส่วนที่ถูกทำลายไป ชิ้นส่วนที่เหลือจากการซ่อมแซมก็ถูกเอาไปทิ้งรวมกันไว้ที่สถานที่ ๆ เรียกว่าไวล์พีคส์ (Vile Peaks) แต่ด้วยความที่ฟัลซิบาร์ธานเดลุสไม่ได้มีความสามารถเทียบเท่ากับลินด์เซย์ เขาจึงไม่สามารถซ่อมแซมโคคูนให้กลับมาเป็นดังเดิมได้อย่างสมบูรณ์ ดวงดาวที่มีแต่เปลือกจึงปรากฏรู่โหว่นับแต่นั้นมา

+ ฟัลซิบาร์ธานเดลุสยังคงเสี้ยมสอนให้คนบนโคคูนหวาดกลัวและเกลียดชังแกรนพัลส์ ขณะเดียวกันเขาก็คอยมาแย่งชิงพืชผลจากแกรนพัลส์ไปเรื่อย ๆ ความเป็นอยู่ของคนในแกรนพัลส์จึงแร้นแค้นขึ้นทุกวัน ผู้คนจึงเริ่มปล้นแย่งทรัพยากร นานวันเข้าก็กลายเป็นสงครามระหว่างเมือง บ้านเมืองไม่เหลือความเป็นปึกแผ่นนับแต่นั้นมา ฟัลซิของพัลส์ก็ไม่ยอมช่วยแก้ปัญหาแต่อย่างใด พวกเขาคิดแต่จะหาทางเรียกพัลส์กลับมาดูแลโลก ด้วยเหตุนี้พวกเขาจึงสาปมนุษย์ให้กลายเป็นลูซิแล้วไปสู้กับมอนสเตอร์อันแสนร้ายกาจ เพื่อที่มนุษย์จะได้ลดจำนวนลงอย่างรวดเร็ว ยามที่มอนสเตอร์เข้ามาบุกหมู่บ้านต่าง ๆ ฟัลซิก็ไม่ยอมส่งลูซิมาช่วย ได้แต่ปล่อยให้หมู่บ้านถูกทำลายแบบนั้นไป

+ ในไม่ช้าอารยธรรมที่อยู่ยงมานานของแกรนพัลส์ก็ล่มสลายไป ถึงกระนั้นพัลส์และลินด์เซย์ก็ยังไม่กลับมายังแกรนพัลส์อยู่ดี เมื่อไม่มีทั้งบุพการีและพี่น้องที่เกิดมาพร้อมกันแล้ว ฟัลซิของพัลส์จึงยังพยายามตามหาหนทางที่จะเรียกพัลส์กลับมา สิ่งที่พวกเขาต้องการจะเห็นก็คือประตูวิญญาณ และสิ่งที่จะใช้เปิดประตูวิญญาณ พวกเขาตามหาทั่วผืนดิน ผืนฟ้า ผืนน้ำ แต่ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานเท่าไหร่ พวกเขาก็ไม่เคยได้พบสิ่งที่พวกเขาตามหาเสียที

13 วันก่อนเริ่มเกม

+ เอโทรปลุกแฟงก์และวานิลขึ้นจากสภาพคริสตัล เมื่อแฟงก์ตื่นขึ้นมาเธอกลับพบว่าตัวเองสูญเสียความทรงจำบางอย่างไป เธอจำไม่ได้ว่าเธอเคยทำภารกิจอะไรไป ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นก่อนที่เธอจะกลายเป็นคริสตัล นอกจากนี้สัญลักษณ์แห่งลูซิที่ประดับอยู่บนแขนของเธอก็เสื่อมสภาพ ไม่ทำงานอีกต่อไปแล้ว ขณะที่วานิลจำเรื่องราวที่เกิดขึ้นได้ทั้งหมดได้ แต่เธอกลับแกล้งทำเป็นจำไม่ได้ ทั้งนี้ก็เพราะเธอไม่อยากให้แฟงก์เจ็บปวดกับเรื่องที่แฟงก์ทำลงไปเมื่อ 600 ปีก่อน และเธอก็ไม่อยากจะสานต่อภารกิจนั้น เธอคิดว่าถึงเธอกลายเป็นซีธ ก็ยังดีกว่าการที่เธอหรือแฟงก์ต้องกลายเป็นแร็คนาร็อคแล้วไปทำเรื่องเลวร้าย ว่าแล้วเธอก็กะจะถ่วงเวลาไปเรื่อย ๆ

+ เนื่องจากวานิลอู้เกินไป ฟัลซิอนิม่าจึงสาปเซร่าห์ (Serah) หญิงสาวชาวโคคูนให้กลายเป็นลูซิช่วยทำภารกิจด้วยอีกคน

+ แฟงก์กับวานิลต่างก็เสียใจที่คนไม่เกี่ยวข้องกลับโดนสาปให้เป็นลูซิไปด้วย แฟงก์จึงตัดสินใจที่จะไปสู้กับฟัลซิของโคคูน เธอเชื่อว่าถ้าเธอไปสู้กับฟัลซิของโคคูนแล้ว เธออาจจะจำเรื่องราวที่เกิดขึ้นได้ จำภารกิจที่เธอต้องทำได้ เธออยากทำภารกิจให้สำเร็จเพื่อที่วานิลจะไม่ต้องกลายเป็นซีธ

+ แฟงก์กับวานิลเดินทางไปยังโรงพลังงานที่หุบเขาเอยูรีด (Euride Gorge) เพื่อสู้กับฟัลซิคุจาตา (Kujata) ซึ่งเป็นฟัลซิที่ผลิตพลังงานไฟฟ้าให้กับทั้งโคคูน เมื่อฟัลซิคุจาตารู้ตัว เขาจึงสาปแดจซ์ (Dajh) เด็กน้อยที่เดินหลงเข้ามาในโรงพลังงานนั้นให้กลายเป็นลูซิไปอีกคน

+ แฟงก์ไล่ให้วานิลหนีไป ส่วนเธอแยกไปสู้กับฟัลซิคุจาตาคนเดียว ทำให้ทั้งสองคลาดกัน

+ แฟงก์ที่หนีออกมาจากโรงพลังงานไม่อาจหาตัววานิลได้พบ หลังจากนั้นเธอก็โดนริกดี้ (Rygdea) ทหารรักษาความปลอดภัยสังกัดกองทัพอากาศ พาตัวไปพบกับผู้บัญชาการกองทัพอากาศที่ชื่อว่าซิด (Cid) โดยซิดได้ขอให้แฟงก์ร่วมมือกับเขาดำเนินแผนการล้มล้างรัฐบาลที่มีฟัลซิชักใยอยู่เบื้องหลัง ซึ่งแฟงก์เองแม้จะยังไม่ไว้ใจซิด แต่เธอคิดว่าถ้าร่วมมือกับซิดแล้วเธอคงตามหาวานิลได้ง่ายขึ้น

+ เซร่าห์หวาดกลัวการที่ตัวเองต้องกลายเป็นลูซิ และยังฝันว่าเธอได้ทำลายล้างทุกอย่างไป ด้วยอารมณ์ที่อยากอยู่คนเดียว กลัวจะไปทำร้ายคนที่อยู่ใกล้ เธอจึงไปบอกเลิกกับสโนว (Snow) แฟนหนุ่มของเธอ แต่ว่าสโนวกลับสัญญาว่าเขาจะช่วยเซร่าห์ทำภารกิจเอง ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นเขาก็จะคอยปกป้องเซร่าห์

+ วานิลที่สับสนได้ไประบายความในใจให้เซร่าห์ฟัง การได้คุยกับเซร่าห์ทำให้วานิลสะเทือนใจ จนเธอตัดสินใจได้ว่าเธอจะหนีจากชะตากรรมของเธอไปเรื่อย ๆ จะไม่ทำภารกิจที่เป็นการทำลายโคคูนแน่ๆ แล้ว

+ สโนวได้ขอเซร่าห์แต่งงาน ซึ่งเซร่าห์ก็ดีใจมาก และตกลงด้วยทันที

+ ทางรัฐบาลของโคคูนที่นำโดยกาเรนธ์ (Galenth) ได้ค้นพบวิหารอนิม่า ซึ่งเป็นอารยธรรมที่ตกทอดมาจากแกรนพัลส์ จึงสั่งให้ทีมสำรวจและทหารไซค่อม (PSICOM) เดินทางมายังเมืองโบดัมและเข้าไปสำรวจวิหารดังกล่าวซะ ทว่าไม่มีใครกลับออกมาจากวิหารนั้นได้

+ ในวันเกิดของไลท์นิ่ง (Lightning) ผู้เป็นพี่สาวของเซร่าห์ สโนวกับเซร่าห์ได้เอาของขวัญไปให้ไลท์นิ่ง เซร่าห์เล่าเรื่องที่เธอกลายเป็นลูซิแห่งแกรนพัลส์ และเรื่องที่สโนวขอแต่งงานให้พี่สาวฟัง แต่ไลท์นิ่งกลับคิดว่าเรื่องลูซิเป็นเรื่องโกหก และเธอก็ไม่อนุญาตให้เซร่าห์แต่งงานกลับสโนว ทำให้เซร่าห์วิ่งร้องไห้ออกจากบ้านไป สโนวพยายามจะคุยกับไลท์นิ่งดี ๆ แต่ไลท์นิ่งก็ไม่ฟัง สโนวจึงออกจากบ้านแล้วตามเซร่าห์ไป

+ ไลท์นิ่งแกะกล่องของขวัญที่เซร่าห์ให้มา และพบว่าเซร่าห์ให้มีดพับเป็นของขวัญวันเกิด จากนั้นเธอก็ดูข่าวในโทรทัศน์ ซึ่งเป็นข่าวการค้นพบวิหารอนิม่าซึ่งเป็นอารยธรรมของแกรนพัลส์ เธอถึงได้รู้ว่าเรื่องที่เซร่าห์กลายเป็นลูซิเป็นเรื่องจริง

+ สโนวพาเซร่าห์ไปยังวิหารอนิม่า เพื่อให้เซร่าห์เข้าไปถามว่าจะให้เธอทำภารกิจอะไร แต่แล้ววิหารกลับรับเอาเซร่าห์เข้าไปคนเดียว ไม่ให้สโนวเข้าไปด้วย

+ กาเรนธ์ อ้างว่าฟัลซิเอเดน (Eden) มีคำสั่งให้ทำการขนย้ายวิหารอนิม่า รวมทั้งอพยพผู้คนทั้งหมดที่อยู่ในเมืองโบดัมลงไปยังแกรนพัลส์ เพื่อป้องกันไม่ให้ลูซิแห่งแกรนพัลส์ที่อาจปะปนอยู่ในกลุ่มชาวเมืองโบดัม สร้างปัญหาใด ๆ ขึ้นบนโคคูนได้

+ ซัสซ์ (Sazh) ผู้เป็นพ่อของแดจซ์เดินทางมายังเมืองโบดัม เพื่อขอเข้าร่วมการอพยพผู้คนด้วย เพราะเขาคิดว่าถ้าเขาสามารถกำจัดฟัลซิอนิม่าได้ ลูกของเขาจะได้กลายเป็นคริสตัล ซึ่งมันก็ดีกว่ากลายเป็นซีธแน่ ๆ

+ โฮป (Hope) ที่เดินทางมาดูเทศกาลดอกไม้ไฟของเมืองโบดัมพร้อมกับแม่ โดนไล่ขึ้นรถไฟเพื่อเข้าร่วมการอพยพด้วย

+ ไลท์นิ่ง พี่สาวของเซร่าห์ซึ่งเป็นทหารรักษาความปลอดภัยสังกัดเมืองโบดัม ได้ออกจากการเป็นทหารเพื่อเข้าร่วมการอพยพผู้คนด้วย เพราะเธอหวังจะไปช่วยเซร่าห์ที่ยังไม่ออกมาจากวิหารอนิม่า

+ วานิล เต็มใจเข้าร่วมการอพยพนั้นด้วย เพราะเธอคิดว่าถ้าได้กลับไปยังแกรนพัลส์ เธอก็จะหนีจากเรื่องราวทั้งหมดได้ ถึงกลายเป็นซีธก็ไม่เป็นไร เธอได้เตรียมใจแล้ว

+ กลุ่มโนระ (Nora) ที่ประกอบไปด้วยสโนว เลโบร (Lebreau) มาควี (Maqui) ยูจ (Yuj) และกาโด (Gadot) ได้ระดมอาวุธจำนวนมาก เพื่อตามไปช่วยผู้คนที่ถูกเนรเทศทั้งที่ไม่เต็มใจ รวมทั้งช่วยเซร่าห์ออกจากวิหารอนิม่าด้วย

จุดเริ่มต้นของตำนานคริสตัลบทใหม่

+ รถไฟที่อ้างว่าจะขนผู้คนลงไปยังแกรนพัลส์ ได้เดินทางมาถึงแฮงก์เอดจ์ (Hanged Edge) ซึ่งอยู่ทางเปลือกโลกทางใต้ของโคคูน ที่จริงแล้วคำสั่งอพยพนั้นเป็นคำสั่งหลอก แท้จริงแล้วรัฐบาลต้องการให้ขนผู้คนทั้งหมดมาสังหารทิ้งที่แฮงก์เอดจ์นี้

+ ไลท์นิ่งและซัสซ์อาละวาดและออกมาปะทะกับทหารไซค่อมที่นอกรถไฟ กลุ่มโนระที่นำโดยสโนวก็ให้การช่วยเหลือผู้คน และมอบอาวุธให้พวกเขาลุกขึ้นสู้กับทหาร แต่แล้วก็เกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้นเมื่อแม่ของโฮปต้องเสียชีวิตในการต่อสู้ครั้งนั้น ทำให้โฮปเกลียดชังสโนวที่เป็นต้นเหตุที่ทำให้แม่เขาตาย

+ ไลท์นิ่ง สโนว เข้าไปยังวิหารอนิม่าที่ถูกขนมายังแฮงก์เอดจ์ เพื่อไปช่วยเซร่าห์ออกมา ซัสซ์เองก็ตามเข้าไปด้วยความคิดที่จะสู้กับฟัลซิอนิม่า โฮปตามสโนวเข้าไปเพราะความแค้นที่มีต่อสโนว ส่วนวานิลเห็นท่าไม่ดีเลยชวนโฮปตามเข้าไปในวิหารอนิม่าด้วย

+ เมื่อทั้ง 5 เข้าไปในวิหารก็ได้พบเซร่าห์ที่อิดโรย เธอสั่งเสียกับสโนวว่าขอให้ช่วยปกป้องโคคูน ปกป้องทุกคนให้ได้ เมื่อสโนวรับปากแล้วเซร่าห์ที่สบายใจก็กลายเป็นคริสตัลท่ามกลางตื่นตะลึงของทุกคน

+ สโนวเข้าไปขอร้องฟัลซิอนิม่าให้ช่วยทำให้เซร่าห์กลับมาเป็นอย่างเดิม แต่ฟัลซิอนิม่าไม่ตอบรับใดๆ ไลท์นิ่งโทษว่าฟัลซิอนิม่าเป็นต้นเหตุของเรื่องทั้งหมด เธอจึงบุกเข้าไปสู้กับฟัลซิอนิม่า และด้วยการรวมพลังระหว่างเธอ สโนว ซัสซ์ ทั้ง 3 จึงกำจัดฟัลซิอนิม่าได้ ทว่าก่อนที่ฟัลซิอนิม่าจะตายลง เขาได้สาปให้ไลท์นิ่ง สโนว ซัสซ์ และโฮป กลายเป็นลูซิไปด้วย

+ การตายของฟัลซิอนิม่าทำให้เกิดการระเบิดอย่างรุนแรง จนทุกคนกระเด็นตกจากแฮงก์เอจด์ลงไปยังทะเลสาปเบรชา (Bresha) ซึ่งอยู่ใต้แฮงก์เอดจ์ลงไปอีกที จะด้วยเหตุใดไม่อาจทราบได้ แต่การระเบิดของฟัลซิอนิม่าได้ทำให้ทะเลสาบแห่งนี้กลายเป็นธารน้ำแข็ง

+ สโนวบอกว่าภารกิจของพวกเรานับจากนี้ไปก็คือการปกป้องโคคูน เพราะเซร่าห์ได้ฝากฝังพวกเราไว้แบบนั้น แต่คนอื่นๆ ไม่เห็นด้วย เพราะฟัลซิของแกรนพัลส์ไม่น่าสาปให้พวกเขาปกป้องโคคูนได้ ทั้ง 4 ยังคงสับสนกันอยู่ว่าจะทำยังไงกันต่อ แต่สโนวตัดสินใจแน่วแน่แล้วว่าจะปกป้องโคคูนให้ได้

+ ทั้ง 5 หาทางออกจากทะเลสาบเบรชา จนได้พบกับเซร่าห์ที่กลายเป็นคริสตัลและฝังติดอยู่กับพื้นน้ำแข็ง ไลท์นิ่งทำใจลาเซร่าห์เป็นครั้งสุดท้าย สโนวพยายามจะขุดเอาร่างเซร่าห์ออกมาจากพื้น คนอื่นๆ พยายามจะช่วยสโนวแต่แล้วก็คิดได้ว่าถ้าไม่มีเครื่องมือก็คงช่วยเซร่าห์ออกมาไม่ได้แน่ๆ ทุกคนจึงตัดสินใจเดินทางกันต่อโดยทิ้งสโนวที่อยากช่วยเซร่าห์ไว้คนเดียว

+ สโนวที่พยายามขุดเซร่าห์ออกจากธารน้ำแข็ง ต้องสู้กับทหารไซค่อมจำนวนมากที่พร้อมจะสังหารเขา แต่แล้วเอโทรก็ส่งสัตว์อสูรศิวะ (Shiva) ลงมาช่วยสโนวได้ทันท่วงที ทำให้สโนวเอาตัวรอดมาได้ ทว่าหลังจากนั้นเหล่ากองทัพอากาศกลับแฟงก์ก็ปรากฏตัวขึ้น และใช้กำลังพาตัวสโนวกับเซร่าห์ที่กลายเป็นคริสตัล ขึ้นไปยังยานลินบลัม (Lindblum) ซึ่งเป็นฐานบัญชาการของกองทัพอากาศได้ หลังจากนั้นซิดก็มาอธิบายและขอร้องให้สโนวร่วมมือกับเขาในการล้มล้างรัฐบาลที่มีฟัลซิชักใยอยู่เบื้องหลัง

+ ซัสซ์ได้พบเครื่องบินที่อยู่ในวิหารส่วนในของทะเลสาบเบรชา จึงอาสาที่จะขับพาทุกคนออกมาจากที่แห่งนั้น แต่เมื่อขับออกมาแล้วก็เจอยานของทหารไซค่อมไล่ตาม ซัสซ์จึงตัดสินใจบินเข้าไปใกล้ๆ ฟัลซิฟินิกซ์ (Phoenix) ที่ส่องแสงอยู่กลางฟ้า โดยหวังว่าจะสามารถสลัดทหารไปได้พ้น ทว่ายานของเขากลับพลาดปะทะเข้ากับลำแสงฟัลซิฟินิกซ์ ทำให้ยานไปตกที่ไวล์พีคส์

+ ที่ไวล์พีคส์นั้น ไลท์นิ่งได้ตัดสินใจจะเดินทางไปถล่มรัฐบาลและทำลายฟัลซิเอเดน เพราะเธอเชื่อว่าที่รัฐบาลตามล่าเธอก็เพราะฟัลซิเอเดนชักใยอยู่ โฮปเองก็ขอติดตามไลท์นิ่งไปด้วยเพราะเขาอยากจะเข้มแข็งขึ้นเพื่อที่จะได้ล้างแค้นสโนวได้ ส่วนซัสซ์กับวานิลลาไม่เอาด้วย ทั้ง 4 จึงแยกกันเป็น 2 กลุ่ม

+ การมีโฮปอยู่ด้วยทำให้ไลท์นิ่งเดินทางได้ช้าลง เพราะโฮปนั้นยังเป็นเด็กและเป็นตัวถ่วงของเธอ เธอสับสนและไม่รู้ว่าควรจะไล่โฮป หรือควรจะปกป้องโฮปต่อไปดี เอโทรจึงส่งสัตว์อสูรโอดิน (Odin) ลงมาทำท่าจะโจมตีโฮป ทำให้ไลท์นิ่งตัดสินใจได้ว่าเธอจะปกป้องโฮปและยอมให้เขาติดตามเธอไปด้วย จากนั้นไลท์นิ่งก็มอบมีดที่เธอได้รับมาเป็นของขวัญวันเกิดจากเซร่าห์ ให้โฮปพกติดตัวไว้เป็นของคุ้มภัย

+ ไลท์นิ่งและโฮปเดินทางไปยังเมืองการค้าพาลัมโพลัม (Palumpolum) เพื่อหายานพาหนะสำหรับเดินทางไปยังนครหลวงเอเดน ขณะที่ซัสซ์กับวานิลก็เห็นยานของทหารไซค่อมจำนวนมากกำลังมุ่งหน้าไปทางเมืองพาลัมโพลัม พวกเขาจึงตัดสินใจมุ่งหน้าไปยังเมืองที่อยู่คนละทิศกัน ซึ่งก็คือเมืองแห่งความฝันนอวติลุส (Nautilus)

+ ที่เมืองพาลัมโพลัมซึ่งเป็นบ้านเกิดของโฮปนั้น ไลท์นิ่งคิดได้ว่าสิ่งที่เธอทำมาทั้งหมดเป็นการพาลอาละวาด พอรัฐบาลจะตามล่าเธอ พอฟัลซิไม่อยากเอาเธอไว้ เธอเลยจะทำลายล้างมันทุกอย่าง ซึ่งสุดท้ายมันจะไม่เกิดผลดีขึ้นเลย แต่แม้ว่าเธอจะคิดได้แบบนั้นเธอก็ไม่รู้ว่าถ้าไม่อยู่เพื่อสู้แล้ว เธอก็ไม่รู้จะมีชีวิตอยู่ต่อไปทำไม เธอพยายามบอกให้โฮปเลิกคิดที่จะล้างแค้นสโนว แต่มันก็ไม่ได้ผล เพราะถ้าไม่ทำแบบนั้น โฮปเองก็ไม่รู้จะอยู่ไปทำไมเช่นกัน

+ ไลท์นิ่งกับโฮปเกือบจะพลาดท่าเสียทีให้กับกลุ่มทหารไซค่อมและทหารรักษาความปลอดภัยของเมือง ทว่าสโนวกับแฟงก์ก็ปรากฏตัวมาช่วยได้ทัน

+ โฮปได้เผยความจริงกับสโนวว่าเขาคือลูกของผู้หญิงที่ตายไปเพราะสโนว แล้วเขาก็ชักมีดที่ได้จากไลท์นิ่งขึ้นมา หวังจะฆ่าสโนวทิ้ง แต่แล้วทหารก็ยิงระเบิดมาที่ด้านหลังของโฮปพอดี แม้ว่าโฮปจะพลัดร่วงจากตึกไป แต่สโนวก็โดดตามไปรับโฮปไว้ได้ และสโนวก็ได้ขอโทษโฮปกับเรื่องที่เกิดขึ้นทั้งหมด เขายอมรับผิดและสัญญาว่าจะหาทางชดใช้ความผิดให้ได้

+ ขณะที่แฟงก์ก็เผยความจริงกับไลท์นิ่งว่าเธอเป็นคนที่มีส่วนทำให้เซร่าห์กลายเป็นลูซิ ไลท์นิ่งจึงตบแฟงก์และบอกให้แฟงก์ร่วมกันทำให้เซร่าห์กลับมาเป็นดังเดิมให้ได้ แฟงก์ก็เตือนสติไลท์นิ่งว่าเธอต้องมีชีวิตอยู่ต่อไป เพื่อรอวันที่จะได้พบเซร่าห์ที่กลับมาเป็นดังเดิม

+ โฮปล้มเลิกความคิดที่จะฆ่าสโนว แล้วก็คืนมีดพับให้กับไลท์นิ่ง จากนั้นไลท์นิ่ง สโนว แฟงก์ ก็ช่วยกันพาโฮปไปส่งที่บ้าน และขอเข้าไปพักเป็นการชั่วคราว ไลท์นิ่งเลยถือโอกาสขอโทษที่เคยทำผิดกับสโนวไว้มาก สโนวก็ถือโอกาสขอโทษพ่อของโฮปที่ทำให้แม่ของโฮปต้องตาย ในคืนนั้นเองทหารไซค่อมจำนวนมากที่นำโดยพันโทรอช (Colonel Rosch) ได้บุกมาที่บ้านของโฮป แต่แล้วพวกกองทัพอากาศที่แต่งตัวเป็นทหารไซค่อมก็โผล่มาช่วยทุกคนไว้ได้ทัน ไลท์นิ่ง สโนว แฟงก์ โฮป นั่งยานเหาะกลับไปยังยานลินบลัม ขณะที่ทหารของกองทัพอากาศที่แทรกซึมเข้าไปในหน่วยไซค่อมได้ ก็พาพ่อโฮปไปให้ปากคำว่าถูกพวกลูซิบังคับให้ช่วยเหลือ หลังจากนั้นทหารกลุ่มนี้ก็คุ้มครองพ่อของโฮปให้ไปอยู่ในที่ปลอดภัย

+ ไลท์นิ่งและโฮป ตกลงให้การช่วยเหลือซิดในการร่วมมือกันล้มล้างรัฐบาล

+ ด้านซัสซ์กับวานิลก็เดินทางมาถึงเมืองนอวติลุส ซัสซ์ตัดสินใจได้ว่าเขาจะยอมเข้ามอบตัวและขอให้วานิลหนีไป แต่ก่อนที่ทั้งสองจะได้คุยกันมากกว่านั้น แดจซ์ที่อยู่ในเมืองนี้พอดีก็ได้ปรากฏตัวขึ้นมา และกลายเป็นคริสตัลไปต่อหน้าต่อของซัสซ์ ขณะที่ซัสซ์กำลังเสียใจ พันโทจิล (Colonel Jihl) ก็ออกมาเล่าให้ฟังว่าแท้จริงแล้วสาเหตุที่แดจซ์กลายเป็นลูซิก็เพราะวานิลกับแฟงก์บุกไปหือกับฟัลซิคุจาตา ซัสซ์เลยยิ่งช็อคว่าเด็กผู้หญิงที่ตัวเองปกป้องมาตลอดเป็นต้นเหตุที่ทำให้ลูกของเขาต้องเป็นแบบนี้

+ ซัสซ์ชักปืนขึ้นมา แต่ก็ลังเลว่าจะฆ่าวานิลทิ้งดีหรือไม่ ขณะที่เขากำลังสับสนนั้นเอโทรก็ส่งสัตว์อสูรบรุนฮิลดร์ (Brynhildr) ลงมาทำท่าเป็นจะจัดการทั้งซัสซ์และวานิล ซัสซ์จึงต้องหันปืนไปทางบรุนฮิลดร์และสู้เพื่อปกป้องวานิลอีกครั้ง หลังการต่อสู้ซัสซ์ก็คิดได้ว่าถึงฆ่าวานิลไปลูกชายของเขาก็ไม่กลับมา และที่จริงมันก็ไม่ใช่ความผิดของวานิลด้วย

+ พันโทจิลให้ทหารไซค่อมช่วยกันคุมตัวซัสซ์และวานิลไปยังยานพารามีเซีย (Palamecia) เพื่อส่งตัวไปประหารต่อหน้าประชาชนที่อยู่ในนครหลวงเอเดน

+ ผู้นำรัฐบาล กาเรนธ์ เดินทางมายังยานเหาะพารามีเซีย เพื่อเร่งแก้วิกฤตปัญหาที่เกิดขึ้น

+ ซิดขอให้ไลท์นิ่งและพวกช่วยกันจับตัวกาเรนธ์มาให้ได้ เพื่อใช้เป็นพยานให้กาเรนธ์สารภาพต่อประชาชนถึงเรื่องธาตุแท้ของรัฐบาลว่าทำงานภายใต้การชักใยของฟัลซิกันอย่างไร หลอกหลวงอะไรผู้คนอยู่บ้าง

+ ริกดี้ขับยานเหาะของทหารไซค่อมพาทุกคนไปส่งที่ยานพารามีเซีย พวกไลท์นิ่งเข้าไปช่วยซัสซ์และวานิลได้ และได้เผชิญหน้ากับพันโทจิลและผู้นำกาเรนธ์ กาเรนธ์ได้ร่ายมนต์สังหารจิลและทุกคนที่อยู่บนสะพานเดินเรือ จากนั้นก็เปิดเผยความจริงว่าแท้จริงแล้วเขาคือฟัลซิบาร์ธานเดลุส ราชันย์แห่งฟัลซิที่ดูแลโคคูนมาช้านาน

+ ฟัลซิบาร์ธานเดลุสเผยว่าแท้จริงแล้วภารกิจของพวกไลท์นิ่งก็คือการกลายร่างเป็นสัตว์อสูรแร็คนาร็อค แล้วกำจัดฟัลซิออฟาน (Orphan) ซึ่งเป็นผู้สร้างพลังงานให้กับฟัลซิเอเดนซะ ถ้าฟัลซิออฟานถูกทำลาย ฟัลซิเอเดนก็จะทำงานไม่ได้ แล้วโคคูนก็จะร่วงลงสู่แกรนพัลส์ จากนั้นก่อนที่ยานพารามีเซียจะร่วง ฟัลซิบาร์ธานเดลุสก็เสกยานเหาะขึ้นมา ให้พวกไลท์นิ่งใช้หนีไปซะ

+ ไลท์นิ่งและพวกขึ้นยานเหาะของกาเรนธ์มา และถูกยานพราวด์แคลด (Proudclad) ของพันโทรอชไล่ตาม แต่ยานของพวกไลทฺ์นิ่งก็หักหลบและต่อสู้กับยานของรอชได้เองโดยไม่ต้องมีใครควบคุม สุดท้ายยานลำนี้ก็สลัดยานของรอชได้พ้น แล้วมันก็พาพวกไลท์นิ่งเข้าไปยังอารค์ที่ 5 (5th Ark)

+ ภายในอาร์ค ฟัลซิบาร์ธานเดลุสได้คลายผนึกทำให้ชีวอาวุธที่เก็บซ่อนไว้ในที่แห่งนี้ตื่นขึ้นมาสู้กับพวกไลท์นิ่ง เพราะต้องการฝึกฝนให้พวกเธอแข็งแกร่งจนกลายเป็นสัตว์อสูรแร็คนาร็อคที่ทรงพลัง

+ ข้างในนั้นทุกคนได้พบกับซิดที่รออยู่ ซิดเผยความจริงว่าแท้จริงแล้วเขาเคยมีความฝันที่จะล้มล้างรัฐบาลที่มีฟัลซิชักใยอยู่เบื้องหลังจริงๆ แต่วันหนึ่งฟัลซิบาร์ธานเดลุสกลับสาปเขาให้กลายเป็นลูซิ และมอบหน้าที่ให้เขาพาเหล่าลูซิแห่งพัลส์เข้าสู่เส้นทางในการนำลายล้างโคคูน ดังนั้นเรื่องที่เขารวบรวมทุกคนมา และให้ทุกคนไปจับตัวกาเรนธ์นั้น แท้จริงแล้วทั้งหมดเป็นแผนของฟัลซิบาร์ธานเดลุส นอกจากนี้ซิดยังเผยว่าสิ่งที่ฟัลซิบาร์ธานเดลุสต้องการคือการทำให้โคคูนล่มสลายเพื่อเรียก The Maker กลับมา แต่ว่าซิดไม่อยากเป็นหุ่นเชิดของฟัลซิอีกต่อไปแล้ว เขาตัดสินใจแล้วว่าจากนี้ไปเขาขอใช้ชีวิตในแบบที่เขาต้องการจริงๆ ดังนั้นเขาจึงมาที่นี่เพื่อกำจัดพวกไลท์นิ่ง ซึ่งเป็นผู้ที่สามารถกลายเป็นแร็คนาร็อคได้

+ หลังจากทุกคนหยุดยั้งซิดได้ ซิดก็กลายเป็นคริสตัลไปอย่างน่าประหลาดใจ ทุกคนเดินทางต่อจนไปถึงด้านในสุดของอาร์ค แต่ก็ไม่พบทางออก ขณะที่ทุกคนกำลังเครียดไม่รู้จะทำยังไงต่อนั้น สโนวก็ปลุกเร้าให้ทุกคนไม่ต้องสนใจภารกิจที่ฟัลซิสั่งมา ในเมื่อพวกเราเป็นมนุษย์ ก็ควรจะใช้ชีวิตในแบบของมนุษย์ให้ถึงที่สุด ถึงจะต้องกลายเป็นซีธ แต่จนกว่าจะถึงตอนนั้น เขาขอใช้ชีวิตในแบบที่ทำให้เซร่าห์ภูมิใจ ทุกคนได้ฟังแล้วก็คล้อยตาม แต่แฟงก์กลับปฏิเสธ เธอบอกว่าโคคูนจะเป็นยังไงก็ช่าง แต่เธอไม่อยากเห็นทุกคนกลายเป็นซีธ จังหวะนี้เองเอโทรก็ส่งสัตว์อสูรบาฮามุท (Bahamut) ลงมาหมายจะฆ่าแฟงก์ ทุกคนจึงรู้ว่าแฟงก์กำลังสับสนว่าจะทำยังไงดี

+ การที่ทุกคนช่วยกันปกป้องแฟงก์จากบาฮามุท ทำให้แฟงก์คล้อยตามทุกคน และยอมหลีกเลี่ยงภารกิจในการทำลายล้างโคคูนไปด้วย เมื่อชนะบาฮามุทได้แล้วก็มีเส้นทางใหม่เปิดขึ้น พอเดินไปจนสุดเส้นทางทุกคนก็ได้พบกับยานเหาะโบราณ ซึ่งเป็นยานเหาะของแกรนพัลส์ และใกล้ๆ นั้นก็มีรูโหว่ของดวงดาวซึ่งแฟงก์ทำเอาไว้ตอนที่เธอแปลงเป็นสัตว์อสูรแร็คนาร็อคเมื่อ 600 ปีก่อน สโนวชวนให้ทุกคนขับยานไปยังแกรนพัลส์ดูเผื่อจะหาทางล้างคำสาปลูซิได้ โฮปเองก็บอกว่าตอนนี้โคคูนน่าจะยังปลอดภัยอยู่ ฉะนั้นเราน่าจะไปสำรวจแกรนพัลส์กันซักหน่อย ทุกคนจึงตกลงตามนั้น

+ ซัสซ์ขับยานเหาะลำนั้นออกจากโคคูน ลงมาบนแกรนพัลส์ แต่ยังไม่ทันไรก็เจอมอนสเตอร์ยักษ์โฉบเข้ามาทำลายยานทิ้ง แฟงก์จึงเรียกบาฮามุทมาและให้ทุกคนขี่บาฮามุทลงไปบนแกรนพัลส์กัน

+ เมื่อมาถึงแกรนพัลส์แล้วไลท์นิ่ง สโนว ซัสซ์ ก็ออกไปสำรวจบริเวณโดยรอบ แต่ก็ไม่พบมนุษย์แม้แต่คนเดียว พวกเขายังคงช่วยกันสำรวจไปเรื่อยๆ จนวันหนึ่งที่โฮปออกไปหาเสบียงอาหาร วานิลก็นอนพักโดยมีแฟงก์คอยเฝ้าดูให้ พอพวกไลท์นิ่งสำรวจเสร็จก็กลับมาหาแฟงก์ ทว่าโฮปกลับไม่ยอมกลับมาซักที ทุกคนจึงช่วยกันออกตามหาและไปพบโฮปนอนสลบที่ริมน้ำ

+ ทุกคนพาโฮปไปพยาบาล แล้วโฮปก็สารภาพว่าเขาไม่อยากให้ทุกคนบาดเจ็บเพราะเขา ขืนเขาเดินทางต่อไปก็คงเป็นภาระให้ทุกคน ดังนั้นปล่อยเขาไว้ที่นี่เถิด พอพูดแบบนี้เอโทรจึงส่งสัตว์อสูรอเล็กซานเดอร์ (Alexander) ลงมาทดสอบโฮป พอทุกคนจัดการมันได้ แฟงก์ก็บอกว่าโฮปสามารถเดินได้ด้วยลำแข้งของตัวเองอยู่แล้ว ส่วนวานิลก็บอกว่าบนแกรนพัลส์นี้ทุกคนก็คือครอบครัวเดียวกัน ถ้าอยากจะร้อง อยากจะโอดโอยเมื่อไหร่ก็ทำได้เสมอ โฮปที่เข้าใจแล้วว่าทุกคนคือพวกเดียวกัน ไม่ต้องเกรงอกเกรงใจกันมากก็ยินดีที่จะติดตามทุกคนไปเหมือนเดิม หลังจากนั้นพวกเขาก็ตัดสินใจว่าจะเดินทางไปยังหมู่บ้านเอลบา ซึ่งเป็นบ้านเกิดของแฟงก์และวานิล เพื่อตามหาหนทางหลุดพ้นจากคำสาปลูซิกันต่อ

+ ขณะเดินทางมาถึงทุ่งดอกไม้แห่งหนึ่ง แฟงก์ก็หลอกวานิลว่าเธอจำเรื่องราวในอดีตได้ทั้งหมดแล้ว แล้วเธอก็เล่าเรื่องราวในอดีตจากการคาดเดาของเธอให้ฟัง ซึ่งที่แฟงก์เดามามันถูกทั้งหมด วานิลจึงสับสนไม่รู้ว่าจะพูดความจริงทั้งให้หมดแฟงก์ฟังดีรึเปล่า เอโทรจึงส่งสัตว์อสูรเฮคาตอนเชอร์ (Hecatoncheir) ลงมา เพื่อช่วยให้วานิลตัดสินใจได้ว่าถึงเวลาที่ต้องพูดความจริงแล้วหรือยัง แฟงก์กับวานิลก็ช่วยกันสู้จนทำให้เฮคาตอนเชอร์ยอมรับพวกเธอได้ หลังจากนั้นวานิลก็ตัดสินใจเล่าความจริงทั้งหมดรวมทั้งเหตุผลที่เธอต้องปิดบังมาตลอดให้ฟัง ซึ่งแฟงก์ก็ยอมให้อภัยเธอ

+ ทั้ง 6 เดินทางมาจนถึงหมู่บ้านเอลบา ซึ่งตอนนี้กลายเป็นหมู่บ้านร้างซึ่งปกคลุมไปด้วยธุลีคริสตัล แต่ก็ไม่ได้เงื่อนงำในการหลุดพ้นจากคำสาปแต่อย่างใด ที่นั่นเองทุกคนได้พบกับฟัลซิบาร์ธานเดลุสที่แปลงกายเป็นเซร่าห์เข้ามาหลอกทุกคนให้ไปทำลายโคคูน แต่ทุกคนก็ปฏิเสธที่จะทำตามคำสั่ง ฟัลซิบาร์ธานเดลุสจึงขู่ว่าเขาได้ปลุกซิดขึ้นมาจากสภาพคริสตัล และได้แต่งตั้งให้ซิดดำรงตำแหน่งผู้นำรัฐบาลแทนเขาแล้ว ซึ่งในไม่ช้าพวกกองทัพอากาศจะต้องไม่พอใจ และคิดว่าซิดคงถูกฟัลซิครอบงำอยู่แน่ๆ เมื่อถึงตอนนั้นฟัลซิบาร์ธานเดลุสจะเข้าไปเป่าหูพวกกองทัพอากาศว่าผู้ที่ชักใยอยู่เบื้องหลังซิดก็คือฟัลซิออฟาน เจ้าพวกกองทัพอากาศก็จะทนไม่ไหว และรีบไปจัดการออฟานแน่ ว่าแล้วฟัลซิบาร์ธานเดลุสก็เสกยานเหาะให้ทุกคนใช้เดินทางกลับโคคูนเพื่อไปดูจุดจบของโคคูนซะ

+ ทุกคนรีบนั่งยานเหาะกลับมายังโคคูนด้วยความตั้งใจที่จะไปเล่าความจริงทั้งหมดให้กองทัพอากาศได้ฟัง เพื่อที่พวกเขาจะได้ไม่ไปทำลายฟัลซิออฟาน ทว่าระหว่างที่ทุกคนเดินทางอยู่นั้น ริกดี้ที่นำกองทัพอากาศมายังนครหลวงเอเดนก็ได้สังหารซิดลง จากนั้นเขาก็รีบนำกองทัพอากาศบุกไปยังใจกลางนครโคคูน เพื่อไปจัดการฟัลซิออฟานตามที่โดนเป่าหูมา

+ ขณะเดียวกันฟัลซิบาร์ธานเดลุสก็ได้คลายผนึกให้กับเหล่าชีวอาวุธที่หลับใหลอยู่ในอาร์ค แล้วพาพวกมันออกมาอาละวาดทำลายเมืองโคคูน ทหารรักษาความปลอดภัยประจำนครเอเดนและทหารไซค่อมจึงต้องร่วมมือกันรับมือกับศัตรูทั้งหลาย

+ ตัวเอกทั้ง 6 เร่งเดินทางไปยังบริเวณใจกลางเมืองโคคูน แต่ระหว่างทางก็ต้องเผชิญหน้ากับพันโทรอชที่ขี่ยานพราวด์แคลดเข้ามาลุย สโนวพยายามอธิบายให้พันโทรอชฟังว่าเขามาเพื่อยุติเรื่องราวทั้งหมด ไม่ได้มาอาละวาดทำลายโคคูน แต่พันโทรอชไม่อาจเชื่อใจสโนวและเพื่อนทุกคนที่ถูกสาปให้กลายเป็นลูซิได้ เขาคิดว่าชะตากรรมของมนุษย์ก็ต้องกำหนดด้วยมือของมนุษย์เอง ดังนั้นเขาจึงไม่อาจเชื่อใจพวกสโนวได้

+ ระหว่างการต่อสู้ พันโทรอชต้องขับพราวด์แคลดหนีไปเพราะยานทนรับการโจมตีไม่ไหว ทุกคนจึงคิดว่าต้องแสดงให้ทุกๆ ฝ่ายเห็นให้ได้ว่าแม้พวกเราจะเป็นลูซิ แต่พวกเรามีความเป็นมนุษย์อยู่มากแค่ไหน

+ เมื่อเดินทางอีกระยะหนึ่งทุกคนก็ได้พบกับกลุ่มโนระที่กำลังช่วยเหลือชาวเมืองอยู่ พวกเขาบอกว่าเรื่องช่วยเหลือชาวเมืองปล่อยให้เป็นหน้าที่พวกเขาเอง ส่วนสโนวและคนอื่นๆ ขอให้ช่วยกันปกป้องโคคูนอย่างเต็มที่ ว่าแล้วเราก็รีบมุ่งหน้าต่อจนไปเจอกับเหล่าทหารไซค่อมและยานพราวด์แคลดของพันโทรอช ทว่าในตอนนั้นฟัลซิบาร์ธานเดลุสกลับสาปให้เหล่าทหารกลายเป็นซีธให้หมด มีเพียงพันโทรอชที่อยู่ในยานคนเดียวที่รอดคำสาปมาได้

+ ทุกคนช่วยกันโค่นเหล่าซีธและยานของพันโทรอชลง พอพันโทรอชแพ้แล้วเขาก็สลดที่ลูกน้องของเขากลายเป็นซีธจนหมด เขาจึงยอมรับว่าฟัลซินั้นชั่วร้ายและเห็นมนุษย์เป็นเพียงแค่เครื่องมือจริงๆ ที่ผ่านมาเขาคิดว่าการทำตามบัญชาของฟัลซิคือหนทางที่ดีที่สุดในการนำพาความรุ่งเรืองมาสู่โคคูน แต่บัดนี้เขายอมรับแล้วว่าเขาคิดผิดไป ดังนั้นเขาจึงหยิบหูฟังขึ้นมาและออกคำสั่งไปยังทหารไซค่อมและทหารรักษาความปลอดภัยทั้งหมด ให้ยกเลิกปฏิบัติการกวาดล้างลูซิ และจงตั้งใจอพยพชาวเมืองไปยังที่ปลอดภัยแทน แต่เขาก็ยังลงท้ายว่าเขาจะไม่บังคับทุกคน ขอให้ทุกคนได้คิดและตัดสินใจเลือกทางเดินของตัวเอง หลังจากนั้นพันโทรอชก็ยอมปล่อยให้พวกไลท์นิ่งเดินผ่านเข้าไปยังอาคารที่ตั้งอยู่ใจกลางนครเอเดน ซึ่งเป็นที่พำนักของฟัลซิเอเดนและฟัลซิออฟานได้ แต่พอเราเข้าไปในตัวอาคารแล้ว พันโทรอชก็ยอมระเบิดตัวเองตายไปพร้อมกับเหล่าเบฮีมอธที่พยายามจะบุกเข้าไปในอาคาร

+ เมื่อทั้ง 6 เข้ามาในอาคารแล้วก็ลงลิฟต์ไปยังด้านล่าง แต่แทนที่ทุกคนจะได้พบเหล่ากองทัพอากาศในสภาพของมนุษย์ พวกเขากลับได้พบเหล่ากองทัพอากาศที่ถูกสาปให้กลายเป็นกองทัพซีธแทน นั่นแสดงว่าฟัลซิบาร์ธานเดลุสไม่ได้ตั้งใจจะให้กองทัพอากาศช่วยทำลายฟัลซิออฟานแต่แรกแล้ว สิ่งที่ฟัลซิบาร์ธานเดลุสต้องการก็คือการล่อให้ทั้ง 6 มายังที่แห่งนี้ สถานที่ซึ่งฟัลซิออฟานรอคอยอยู่

+ ฟัลซิเอเดนโผล่มา พาทุกคนไปยังครรภ์แห่งออฟาน (Orphan's Cradle) สถานที่ซึ่งฟัลซิออฟานจะถือกำเนิดขึ้นมา เมื่อทุกคนเดินทางไปจนถึงห้องด้านในสุด แทนที่จะได้พบฟัลซิออฟาน ทุกคนกลับได้พบฟัลซิบาร์ธานเดลุสที่รออยู่ ทุกคนจึงคิดว่าเป็นโอกาสดีที่จะได้กำจัดฟัลซิบาร์ธานเดลุสที่เป็นคนชักใยอยู่เบื้องหลังทั้งหมดซะ

+ ฟัลซิบาร์ธานเดลุสได้ยื่นคำขาดให้พวกไลท์นิ่งร่วมกันกำจัดฟัลซิออฟานเป็นครั้งสุดท้าย แต่พวกไลท์นิ่งก็ไม่ฟัง และคิดจะกำจัดฟัลซิบาร์ธานเดลุสลงที่นี่ซะ แต่พอทุกคนกำจัดฟัลซิบาร์ธานเดลุสลงได้ ฟัลซิออฟานที่รอคอยการกำเนิดมาแสนนานก็กำเนิดขึ้นในที่แห่งนั้น ทว่ามันกลับพุ่งเข้ามาทำร้ายพวกไลท์นิ่ง ทั้งที่พวกไลท์นิ่งเดินทางมาเพื่อปกป้องมัน

+ ฟัลซิออฟานอธิบายให้ฟังว่ามันเองก็ต้องการให้โลกที่เน่าเหม็นนี้ถูกทำลายลงซะ เพื่อที่ The Maker จะได้กลับมาชำระล้างโลกใหม่ นั่นแหละคือคำตอบที่ดีที่สุดสำหรับอนาคต มันคิดจะทรมานพวกไลท์นิ่งเพื่อให้พวกไลท์นิ่งกลายเป็นสัตว์อสูรแร็คนาร็อคและบุกเข้ามาทำลายตัวมันเอง พอตัวมันเองตายไป ฟัลซิเอเดนก็จะขาดพลังงานที่จะนำไปหล่อเลี้ยงโคคูน ทำให้ดาวโคคูนร่วงหล่นสู่แกรนพัลส์ แล้วทุกอย่างก็จะพินาศลง ในตอนนั้นเองแฟงก์จึงยอมเสียสละอาสาจะกลายเป็นสัตว์อสูรแร็คนาร็อคเอง ทุกคนพยายามจะขัดขวางแฟงก์เอาไว้ แต่ก็ไม่มีใครสู้แรงของแฟงก์ได้ หนำซ้ำฟัลซิออฟานยังได้ร่ายมนต์ลวงตา ทำให้แฟงก์และวานิลเห็นเพื่อนๆ ที่เหลือกลายเป็นซีธอีก

+ ท่ามกลางความสิ้นหวังของแฟงก์ เธอได้กลายเป็นสัตว์อสูรแร็คนาร็อคและบุกเข้าไปสู้กับฟัลซิออฟาน แต่พลังของเธอนั้นยังอ่อนด้อยเกินไป ในไม่ช้าแฟงก์ในร่างแร็คนาร็อคก็กลับคืนร่างมนุษย์ดังเดิม ฟัลซออฟานจึงผิดหวังและจับแฟงก์มาทรมาน เพื่อทำให้แฟงก์ยิ่งเคียดแค้น สิ้นหวัง จนได้กลายเป็นแร็คนาร็อคที่ทรงพลังยิ่งขึ้น แต่แล้วในห้วงวิกฤตที่แสนสิ้นหวังนั้น ขณะที่ทุกคนกำลังรำลึกถึงเรื่องราวการเดินทางที่ผ่านมาทั้งหมด เอโทรก็ได้ยื่นมือลงมาช่วยเหล่าลูซิทุกคน เธอทำให้ทุกคนเห็นภาพนิมิตในอนาคต ซึ่งเป็นภาพที่ทุกคนจะได้อยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข มีรอยยิ้ม มีเสียงหัวเราะ ทำให้ทุกคนเชื่อมั่นในอนาคตนั้น เชื่อมั่นว่าพวกเขาจะสามารถสร้างปาฏิหาริย์ และสร้างอนาคตที่ยิ่งใหญ่ขึ้นได้แน่ๆ เมื่อทุกคนลุกขึ้นจับอาวุธอีกครั้ง เอโทรก็ช่วยทำให้สัญลักษณ์แห่งลูซิของทุกคนเสื่อมสภาพ ไม่ทำงานอีกต่อไป

+ ทุกคนช่วยกันรุมโจมตีใส่ฟัลซิออฟาน จนช่วยแฟงก์ให้หลุดจากการทรมานได้ จากนั้นไลท์นิ่งก็เอาดาบชี้หน้าด่าฟัลซิออฟานว่าแกมันยอมแพ้ให้กับการมีชีวิตตั้งแต่ที่ยังไม่ได้เกิด เอาแต่คิดว่าจุดจบของโลกคือทางรอดของชีวิต ถ้าอยากจะพ้นทุกข์ด้วยการตายก็จงตายไปซะ ปล่อยพวกมนุษย์อยู่กันเอง มนุษย์จะไม่ยอมคิดแบบแก เมื่อพวกเราสูญสิ้นความหวัง พวกเราก็จะควานหาจนกว่าจะพบความหวังใหม่ แม้ว่าพวกเราไม่อาจช่วยโคคูนได้อีกแล้ว แต่มันก็คือบ้านเกิดของพวกเรา ที่พวกเราต้องช่วยกันปกป้องมันจนถึงที่สุด พวกเรามีชีวิตอยู่เพื่อทำเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ให้เป็นไปได้ นั่นแหละคือหน้าที่ของพวกเราในฐานะของมนุษย์ ว่าแล้วทุกคนก็พุ่งเข้าไปรุมฟัลซิออฟานด้วยความเชื่อมั่นอย่างแรงกล้าว่า แม้ฟัลซิออฟานจะตายลง พวกเขาก็จะสามารถปกป้องโคคูนได้

+ เมื่อฟัลซิออฟานถูกโค่นลง แสงไฟทั้งหมดในโคคูนก็ดับลงเพราะขาดแหล่งพลังงาน โคคูนกำลังจะร่วงลงสู่แกรนพัลส์ ขณะเดียวกันร่างของทุกคนก็กำลังจะกลายเป็นคริสตัลเพราะได้ทำภารกิจในการกำจัดฟัลซิออฟานเสร็จสิ้นแล้ว ทว่าแฟงก์กับวานิลได้ตัดสินใจร่วมมือกันแปลงร่างเป็นสัตว์อสูรแร็คนาร็อคเพื่อช่วยโคคูนเอาไว้ มวลสารอินทรีย์ทั้งหมดในโคคูนได้ถูกเรียกมารวมกับแฟงก์และวานิลจนกลายเป็นสัตว์อสูรแร็คนาร็อคที่มีขนาดมหึมา อสูรร้ายได้พยายามโอบอุ้มโคคูนเอาไว้ไม่ให้มันร่วงหล่นได้ ขณะเดียวกันก็เรียกน้ำจากมหาสมุทรของแกรนพัลส์ให้พุ่งพวยขึ้นมายังโคคูน จากนั้นสัตว์อสูรก็ได้แปรสภาพเสาน้ำที่พุ่งขึ้นมานั้นให้กลายเป็นเสาคริสตัล ทำให้เกิดแกนที่จะค้ำจุนไม่ให้ดาวโคคูนต้องร่วงหล่นลงสู่แกรนพัลส์อีกต่อไป แม้ว่าโคคูนนั้นจะปราศจากฟัลซิที่คอยควบคุมดูแลแล้วก็ตาม

บทส่งท้าย

+ วานิลและแฟงก์ได้กลายเป็นผู้ที่คอยคุ้มครองโคคูนเรื่อยมา ทั้ง 2 ทำให้ไลท์นิ่ง สโนว ซัสซ์ โฮป แดจซ์ และเซร่าห์ กลับคืนสภาพปกติ และยังถอนคำสาปแห่งลูซิให้ ทำให้สัญลักษณ์เหล่านั้นหายไปอย่างถาวร

+ เมื่อทุกคนได้กลับมาอยู่อย่างพร้อมหน้าพร้อมตา ไลท์นิ่งก็ขอโทษเซร่าห์สำหรับเรื่องที่เธอเคยไม่เชื่อเซร่าห์ ส่วนสโนวก็รีบขอให้ไลท์นิ่งยอมยกเซร่าห์ให้เขาทันที สโนวรีบพูดสัญญาเป็นมั่นเป็นเหมาะว่าเขาจะทำให้เซร่าห์มีความสุขให้ได้ ซึ่งไลท์นิ่งก็บอกว่าเธอเชื่อว่าสโนวจะทำได้ ยินดีด้วยค่ะ

+ แม้ว่าลินด์เซย์จะสร้างโคคูนขึ้นมาด้วยจุดประสงค์ที่ชั่วร้าย แต่ชะตากรรมก็สามารถเปลี่ยนแปลงได้หากเราไม่ย่อท้อ มนุษย์ได้เปลี่ยนแปลงชะตากรรมของโคคูน ชะตากรรมของทุกคน และสร้างโคคูนใหม่ที่พวกเขาจะสามารถใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุข ตลอดไป

จากนิตยสารแฟมิซือฉบับครบรอบ 27 ปี ทางแฟมิซือได้ลงบทสัมภาษณ์คุณฮิโรโนบุ ซากากุจิ และคุณโยชิโนริ คิตาเสะเอาไว้ ซึ่งแม้ตอนนี้ทั้งสองจะอยู่คนละค่ายกัน แต่แฟนที่ติดตามข่าวอย่างต่อเนื่องย่อมพอรู้ว่าทั้งสองยังคงติดต่อกันและมีไปกินเลี้ยงกันบ้างเป็นครั้งคราว ทางแฟมิซือจึงได้เชิญทั้งสองมานั่งสัมภาษณ์ถึงประวัติการสร้าง Final Fantasy ของทั้งคู่อย่างพร้อมเพรียงกัน
 
คุณคิตาเสะ เริ่มจากการเล่าก่อนว่าเขาได้เข้าร่วม Square ในปี 1990 ตอนนั้นได้ทำ Seiken Densetsu ให้ Gameboy แล้วก็ทำ Romancing Saga ก่อนจะได้มาร่วมมือกับคุณซากากุจิทำ FFV สมัยนั้นเขากับซากากุจิต่างก็แข่งกันว่าใครจะสามารถคิดอีเวนต์ให้ FFV ได้เด็ดกว่ากัน
 
คุณคิตาเสะยังบอกอีกว่าตอนสร้าง Seiken Densetsu นั้นเขาเจอปัญหาเยอะ แล้วก็บ่นเป็นหมีกินผึ้งไปตลอดการสร้าง กระทั่งคุณซากากุจิ แผดเสียงว๊ากเขาว่าให้หยุดโทษคนอื่น แล้วตั้งใจทำงานให้เสร็จไป เหตุการณ์นั้นเป็นบทเรียนที่ดี ซึ่งได้เปลี่ยนให้คุณคิตาเสะ เป็นคุณคิตาเสะที่เราเห็นกันเรื่อยมาจนทุกวันนี้
 
ด้านซากากุจิก็พูดขึ้นบ้างว่า คุณคิตาเสะนั้นเป็นคนมุ่งมั่นทำงานดีมาก แต่ก่อนคุณคิตาเสะ ยังเคยขอให้คุณนาริตะ (โปรแกรมเมอร์) ช่วยเขาสร้างเหตุการณ์แผ่นดินถล่มขึ้นมาให้ได้ ซึ่ง Dev Tool ของทางค่ายในสมัยนั้นมันยังทำฉากแบบนั้นไม่ได้ ตอนที่คุณซากากุจิ ได้เห็นฉากแผ่นดินถล่มนั้นก็ประทับใจมาก ถึงกับชมว่า “ทำได้ไงฟะ? โคตรอัจฉริยะอ่ะ” แต่พอคุณคิตาเสะเฉลยว่าก็ขอให้คุณนาริตะช่วยกันทำน่ะแหละ คุณซากากุจิก็หัวเราะแล้วหาว่าคุณคิตาเสะขี้โกงนี่หว่า
 
คิตาเสะเสริมว่าสมัยนั้นทั้งสองทำงานแบบผลัดเวรกัน พอคนนึงหยุดทำ แล้วอีกคนมาทำต่อ ก็ต้องพยายามสร้างอีเวนต์ให้มันสอดคล้องต่อเนื่องกัน เวลาได้ดูสิ่งที่คุณซากากุจิสร้างขึ้นมา คุณคิตาเสะก็จะคิดว่า “ฉันต้องเอาชนะให้ได้!” แล้วทั้งสองก็เลยแข่งกันสร้างงานในรูปแบบนั้น
 
คุณซากากุจิ ยังพูดอีกว่าคุณคิตาเสะนั้นมีดีด้านการสร้างอีเวนต์เจ๋ง ๆ อย่างเช่นฉากแผ่นดินถล่ม คุณซากากุจิเชื่อว่าเขาคงสู้ด้านนั้นไม่ได้ เลยไปเอาดีด้านการสร้างฉาก “เรียกน้ำตา” คือใช้การทำให้ผู้เล่นน้ำตาร่วงเนี่ยแหละเป็นไพ่ตาย
 
ฝั่งคุณคิตาเสะบอกว่าตัวเขานั้นใส่ใจกับการกระบวนการทางเทคนิค เพื่อสร้างสิ่งที่ตระการตา แต่คุณซากากุจินั้นใส่ใจกับการกระทำของตัวละคร ดราม่าของมนุษย์ เรื่องดราม่าทั้งนั้ FFV และ VI นี่จึงต้องยกให้คุณซากากุจิเป็นคนคิดเลย
 
การที่คุณคิตาเสะ ซึ่งสมัยนั้นเป็นเพียงสมาชิกใหม่ของทีม ขณะที่คุณซากากุจิเป็นถึงผู้กำกับเกม แต่คุณคิตาเสะกลับหาญกล้าที่จะประชันด้วยนั้น เป็นสิ่งที่ทำให้พรสวรรค์ของคุณคิตาเสะเฉิดฉายออกมาเตะตาเพื่อน ๆ คุณคิตาเสะนั้นไม่ใช่คนที่จะทำงานที่ได้รับมอบหมายให้แค่เสร็จ แต่จะทุ่มสุดตัวให้กับมัน ทำให้เขาสามารถสร้างสิ่งใหม่ ๆ ขึ้นมาได้ และนั่นคือสิ่งที่คุณซากากุจิชื่นชม และแม้ว่าคุณซากากุจิจะเป็นคนสร้าง FF ขึ้นมา แต่คุณคิตาเสะก็เป็นผู้สืบทอดที่ยอดเยี่ยม
 
คุณซากากุจิยังพูดอีกว่าที่จริงคิตาเสะไม่ใช่เพียงผู้สืบทอดงานของเขา แต่เขารู้สึกว่าคิตาเสะกับเขานั้นผูกพันกันทางสายเลือด จากนั้นเขาก็นึกได้ว่าครั้งหนึ่งเขาเคยได้รับอีเมลจากคิตาเสะ ซึ่งส่งมาถามว่า “Final Fantasy คืออะไรกันแน่?”
 
คิตาเสะหันมาพูดบ้างว่าตอนที่เขาส่งเมลไปถามนั้นคือตอนสร้าง FFXIII ตอนนั้นทีมงานจะมีการประชุมใหญ่ทุกเดือนเพื่อรายงานว่าแต่ละฝ่ายทำงานกันไปถึงไหนแล้ว ซึ่งช่วงที่คุณคิตาเสะเอาเมลของคุณซากากุจิไปถ่ายทอด ทีมงานก็ฮากระจายกันมาก คุณซากากุจิก็ขำแล้วบอกว่าตอนนั้นเขาตั้งใจเขียนอย่างซีเรียสเลยนะ!
 
คุณคิตาเสะขออธิบายความเป็นมาของเรื่องอีเมลที่ว่านั้นตั้งแต่แรกว่า ครั้งหนึ่งสมัยทำ FFXIII คุณคิตาเสะเคยคุยกับคุณโทริยามะว่า FF คืออะไรกันแน่? คุณโทริยามะบอกว่าต้องดู Disney เป็นแบบอย่าง อนิเมเตอร์ที่ประสบความสำเร็จได้นั้นมักจะสร้างงานตามแนวทางที่วอลท์ ดิสนีย์ได้กล่าวเอาไว้ ดังนั้นสำหรับ FF แล้วก็น่าจะทำตามแนวทางของคุณซากากุจิ ทว่าภายในทีม FFXIII นั้นดันมีเพียงไม่กี่คนที่เคยทำงานกับคุณซากากุจิ เมื่อโทริยามะแนะนำแบบนี้ คิตาเสะเลยนัดคุณซากากุจิไปทานข้าวเพื่อหาคำตอบ
 
ถึงตรงนี้ ฝั่งคุณซากากุจิก็เล่าต่อว่า... พอคิตาเสะนัดไปข้าวด้วยกันแล้ว วันนั้นเขาเมามาก ไอ้ที่ตอบไปก็เลยไม่ได้มีสาระเท่าไหร่ ตอนนั้นคิดอะไรออกก็ตอบ ๆ ไป วันถัดมาเขารู้สึกผิด ก็เลยตั้งใจเรียบเรียงคำตอบขึ้นใหม่อย่างจริงจัง แล้วพิมพ์ส่งทางอีเมลไป ซึ่งตอนนั้นคุณซากากุจิพิมพ์ไปว่า “คำตอบของคำถามที่ว่า FF คืออะไร นั่นก็คือ เส้นทางที่ไม่มีใครเคยทิ้งรอยเท้า สิ่งที่ถูกก้าวข้ามไปโดยผู้คนที่มีชีวิตอยู่อย่างสุดหัวใจ และสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อทุกคนมาถึงเป้าหมายเดียวกันในท้ายที่สุด” คุณซากากุจิเสริมว่าสิ่งที่เขาต้องการสื่อก็คือเกมที่ทุกคนมุ่งมั่นที่จะบรรลุสิ่งใหม่ ๆ นี่คืออนาคตที่ซีรีส์นี้ควรจะเป็น 
 
ฝั่งคุณคิตาเสะนึกขึ้นได้พอดีว่าก่อนหน้านั้น เขาเคยพูดกับเท็ตสึ (หมายถึงคุณโนมุระ) ว่าเขาไม่เคยถามคุณซากากุจิมาก่อนเลยว่า FF คืออะไร เท็ตสึก็เล่าให้ฟังว่าคุณซากากุจิเคยบอกเขามาก่อนว่าตราบใดที่มีตัวอักษรปรากฏบนกล่องข้อความสีน้ำเงิน นั่นก็เป็น FF แล้ว
 
คุณซากากุจิได้ยินแล้วก็บอกว่าประโยคที่พูดนั่นมันถูกเอาไปตีความผิด ๆ กันมาก ที่จริงแล้วมันมีความหมายลึกซึ้งกว่านั้นซึ่งเท็ตสึน่ะเข้าใจว่าคุณซากากุจิต้องการสื่ออะไร ที่จริงแล้วประโยคนี้เขาพูดขึ้นมาตอนสร้าง FFV ตอนนั้นเขาและคิตาเสะพยายามจะเปลี่ยนแปลง FF ด้วยไอเดียใหม่ ๆ ตอนแรกก็นึกอะไรกันไม่ออก แต่ก็รวมพลังช่วยกันระดมความคิดขึ้นมาใหม่ พยายามเปลี่ยนแปลงมันทุก ๆ อย่าง ดังนั้นเขาจึงพูดว่าตราบใดที่ตัวอักษรยังปรากฏบนกล่องข้อความสีน้ำเงิน เราจะทำยังไงก็ได้ตามใจต้องการ นั่นคือคำแนะนำของเขาในวันนั้น
 
คุณคิตาเสะยังบอกอีกว่าทีมงานที่สร้าง FF หลายภาค บางครั้งก็รวบรวมองค์ประกอบต่าง ๆ ในซีรีส์มาช่วยกันวิเคราะห์ว่าสิ่งใดที่สร้างรสชาติความเป็น FF ขึ้นมา มันก็อาจจะจำเป็นเหมือนกัน แต่ส่วนตัวคุณคิตาเสะคิดว่าพวกเขาไม่ควรยึดติดกับอดีตของซีรีส์ แต่ควรก้าวไปข้างหน้าอย่างอิสระมากกว่า
 
จากนั้นคุณคิตาเสะก็โชว์งานใหม่ของเขา Mevius Final Fantasy บน iPhone และ Nexus 5 คุณคิตาเสะบอกว่าใน iOS8 ตัวล่าสุด มันใช้กราฟฟิก API ที่เรียกว่าเมทัล ในภาคนี้แม้ว่าผู้เล่นจะจิ้มเลือกจากแผนที่ได้เลยว่าจะวาร์ปไปไหน แต่การสำรวจฉาก การวางกลยุทธในการต่อสู้ และระบบเลเวลจะเดินรอยตามวิถีแห่ง FF และเนื่องจากคุณโนจิมะเป็นคนเขียนบท มีเนื้อเรื่องอันซับซ้อนซึ่งกลั่นกรองมาอย่างดี ดังนั้นเนื้อเรื่องมันย่อมเทียบเคียงได้กับภาคหลักเลย เขาตั้งใจว่าจะปล่อยเกมนี้ออกมาได้ในช่วงฤดูใบไม้ผลิปี 2015
 
คุณซากากุจิพูดอีกว่าเกมมันควรจะมีคิวโตเรียลด้วย และติวโตเรียลไม่ใช่คู่มือเกม ฉะนั้นในติวโตเรียลเองก็ต้องเล่นสนุกด้วย และแนะนำอีกว่าเส้นบรรทัดมันแคบไป (เตี้ยไป) ควรจะให้มันกว้างขึ้นกว่านี้ 2 จุด จะทำให้อ่านข้อความในเกมได้ง่ายขึ้น ควรทำให้ซูมมุมกล้องได้ และใส่พระจันทร์ลงไปให้มองเห็นได้จากเวิลด์แมพด้วย
 
จากนั้นคุณคิตาเสะก็โชว์ระบบอบิลิตี้ ระบบจ็อบของเกม ซึ่งพอเปลี่ยนจ็อบแล้ว ค่าพลังต่าง ๆ ก็จะเปลี่ยนตาม และคนออกแบบภาพต่าง ๆ ก็คือคุณอิตาฮานะ นอกจากนี้นี่ยังเป็นเกมมือถือที่ใช้ทีมงานมากกว่าเกมอื่น ๆ และงานเกือบทั้งหมดก็ทำกันในค่าย ด้วยสมาชิกที่มีประสบการณ์ทำ FF มาหลายภาค แต่ก็มีงานออกแบบและงานกราฟฟิกบางส่วนที่เอาท์ซอสเหมือนกัน
 
ทางแฟมิซือหันไปถามคุณคิตาเสะว่าทำไมถึงตัดสินใจทำ FF แบบจัดเต็มภาคนี้ให้กับมือถือล่ะ? คุณคิตาเสะก็บอกว่าแม้เราจะสามารถทำเกมระดับคอนโซลให้กับมือถือได้แล้ว แต่ก็ยังไม่เคยทำมาก่อน เขาเลยอยากสร้างมันขึ้นมาสักภาค และอีกเหตุผลก็เพราะคนเล่นเกมสมัยนี้ใช้เวลาเล่นเกมเกือบทั้งหมดกับการเล่นเกมบนมือถือเนี่ยแหละ
 
ฝั่งคุณซากากุจิก็เสริมขึ้นว่า เราได้มาถึงยุคใหม่ ยุคที่มือถือเริ่มจะมอบประสบการณ์การเล่นเกมอันน่าพึงพอใจให้กับผู้เล่นได้
 
กลับมาทางคุณคิตาเสะ ก็บอกว่าภาคนี้จะมีนักรบแห่งแสงเป็นธีม และจะเกี่ยวข้องกับเกมภาคแรกด้วย มันไม่ได้เป็นการรีเมคภาคแรก แต่เป็นเนื้อเรื่องใหม่ คุณซากากุจิก็แนะนำว่าอยากให้ออกแบบตัวละครให้มันใกล้เคียงกับสไตล์ของคุณอามาโนะ มันจะทำให้ผู้เล่นรู้สึกได้ว่านี่แหละ FF
 
คุณคิตาเสะบอกว่าพวกหน้าตาตัวละครนี่คงเปลี่ยนไม่ได้แล้ว แต่เขามีเตรียมเกราะของนักรบแห่งแสงซึ่งเหมือนสไตล์ของอามาโนะไว้ แล้วเขาจะเอาไปคิดว่าจะทำอะไรได้อีก
 
สุดท้ายคุณซากากุจิก็บอกว่าคุณคิตาเสะเป็นคนที่นำพา FF มาจนถึงทุกวันนี้ เขาเลยมีเรื่องที่อยากพูดมากมาย แล้วไว้มาคุยกันใหม่ คุณคิตาเสะเองก็ยินดีและหวังว่าจะได้รับคำแนะนำจากคุณซากากุจิ พร้อมทั้งความร่วมมือจากคุณซากากุจิอีกในอนาคต